หน้าแรกบทความคนล้นคุก โทษประหาร และการชี้นิ้วโทษกันไปมา

คนล้นคุก โทษประหาร และการชี้นิ้วโทษกันไปมา

ทุก ๆ ครั้งที่เกิดปัญหานักโทษกระทำผิดซ้ำในสังคม เราจะเห็นคำพูดถึง “การถอดบทเรียน” เป็นสิ่งที่หลายฝ่ายมักจะหยิบยกมาพูดเสมอเมื่อมีเหตุ แล้วมันก็จะเงียบ จะซาลงไปเมื่อมีอะไรมาแทนที่ เหมือนกับเวลาที่ประเทศนี้มีเหตุตึกถล่ม มีเหตุไฟไหม้ มีอุบัติเหตุที่มีคนเสียชีวิตเยอะ ๆ อันมักเกิดมาจากความประมาท สังคมเราเป็นสังคมที่น่าสงสารมาก ๆ ที่ไม่เคยมีการ “สะสาง” เพื่อ “ป้องกัน” ไม่ให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นอีก อย่างจริง ๆ จัง ๆ เสียที

กรณี “การหายตัวไปของสองพี่น้องชาวรัสเซีย” ที่นำมาสู่คดีฆาตกรรมสุดสะเทือนขวัญ สะเทือนใจ ทำลายภาพลักษณ์ประเทศ ตลอดจนคำถามถึงการปล่อยตัวคนเคยทำผิดมาเพียงไม่นานมาก่อเหตุซ้ำอีก โดยพบว่า“ป๋อง” ผู้ต้องหาในคดีนี้มีประวัติเคยถูกจับกุมมาเเล้วหลายคดี ทั้งการครอบครองอาวุธปืน คดีพรากผู้เยาว์ / พยายามฆ่า และเพิ่งได้รับการพ้นโทษออกมาได้เพียง 2 เดือน หลังจากการได้รับพระราชทานอภัยโทษ แล้วลากยาวลามไปเห็นพฤติการณ์อันชั่วร้ายในคดีก่อนหน้า ทุกคนช็อกกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

หลายฝ่ายพยายามชี้นิ้วโทษตำรวจที่ไม่ทำงั้นไม่ทำงี้ หรือ โทษที่ราชฑัณฑ์ทำไมแบบนั้นแบบนี้ โทษไปที่กฎหมายทำไมมีแบบนั้นแบบนี้ ทุกคนในสังคมนี้เก่งกันมาก ๆ หลังเกม แต่พอถึงเวลาที่ลงชื่อแก้กฎหมาย ถึงเวลาช่วยกันสละเวลา ส่งเสียงทำให้สังคมมันน่าอยู่ ทำให้อะไรๆ ได้รับการแก้ไขปฏิรูป มักไร้พลัง แล้วก็จะรอเวลา บ่น ก่นด่า แล้วปัญหาก็วนลูปกลับมาที่เดิม

ทุกคนทราบดีว่าในความเป็นจริง ข้อกฎหมายของไทยเรายังมี โทษประหารชีวิตอยู่ แต่ที่ไม่ถูกนำมาใช้บังคับจริงนั้น อันมาจากการยึดถือตามหลักสากลในการชะลอการลงโทษจนกลายเป็นว่าสังคมและระบบเริ่มปรับตัวไปสู่การเปลี่ยนโทษประหารชีวิตให้เป็นโทษจำคุกตลอดชีวิตแทน จากนั้น กลับมีช่องทางและกระบวนการกล่อมเกลาคนให้กลับคืนสู่สังคมทั้งหมด ติดจริงอาจจะใช้เวลาเพียงแค่ 1ใน3 ค่อยๆลดหย่อนผ่อนผันมาเรื่อย ๆ แถมใน คุกก็แน่นมีคนรา 3 แสนคน ทำให้ต้องระบายนักโทษ

พอนักโทษรู้ว่าเดี๋ยวมีกระบวนการ แล้วกลับคืนสู่สังคมก็ทำไรได้ยาก สังคมบางส่วนไม่ได้ต้อนรับ ? หรือบ้างด้วยสายเลือดและสันดานคือโจร คือคนไม่ดีอยู่แล้ว ปัจจัยต่าง ๆ ล้วน ส่งผลให้นักโทษไม่เกิดความเกรงกลัวต่อกฎหมายหรือไม่ ? ผู้ต้องขังเรียนรู้ช่องทางในการเอาตัวรอด ทำตัวให้ดีตามระเบียบ เพื่อนับวันรอ ฝึกอาชีพพอเป็นพิธี แลกกับการถูกประเมินให้ได้รับการปล่อยตัวเร็วขึ้น ผนวกปัญหาคนล้นคุกทุกอย่างจึงพัวพันชุลมุนไปกันหมด คนถึงโทษกันไปมาว่าเธอผิด เธอไม่รัดกุม แต่รากลึกปัญหามันกัดกินมาก ภาระค่าใช้จ่ายต่อนักโทษคนนึงก็ต้องมีค่าอาหารและอื่น ๆ ภาระมาตกอยู่กับกรมราชทัณฑ์

แถมสภาพที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทยคือ ยิ่ง”นักโทษ” ที่เข้าออกคุกบ่อย ๆ จะยิ่งเกิดความเชี่ยวชาญ และเมื่อได้รับการปล่อยตัวออกมารวดเร็วโดยยังไม่ทันปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ก็จะวนกลับมาก่อเหตุซ้ำอีก แถมบางคนได้รับวิชาเพิ่มจากข้างในด้วยซ้ำไป ปัญหานี้มีคนที่เคยเข้าไปถูกตัดสินจำคุกได้มาเล่าให้ฟัง แถมบางคดีด้วยความที่คนล้นคุก นักโทษมากมายปะปน บางคดีเล็กน้อยอาจได้วิชาจากมหาโจรด้วยซ้ำ

ทางออกที่ดีที่สุดที่ควรจะเป็นคือ “รัฐบาล” และฝ่ายที่เกี่ยวข้อทั้งหมด ควรมองการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมอย่างเป็นระบบ สอดประสาน และทำให้ยั่งยืน ไม่ใช่วัวหายล้อมคอก ถูกกระทุ้งถึงทำ ได้เวลาที่ต้องสังคายนากันทั้งบาง ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ อย่าปล่อยให้เรื่องเงียบซาไปแล้วก็มาเรียกร้องในสิ่งเดิม ๆอีก

เหตุการณ์สะเทือนขวัญ ไม่เพียงสร้างความระแวงให้แก่สังคม แต่เราน่าจะใช้วิกฤตตรงนี้ มาทำให้บ้านเราน่าอยู่กว่านี้ให้สังคมเราปลอดภัยกว่านี้ คดีไหนใช้มาตรฐานองค์ประกอบอะไรก็ใช้กฎหมายอย่างสุด ระเบียบอะไรที่ต้องยึดก็ต้องเอาให้มั่น อย่าปล่อยให้กระแสวิพากษ์วิจารณ์และคำถามใหญ่ที่สั่นสะเทือนสังคมไทยแล้วอีกไม่นานก็ออกมาก่อเหตุอีก เป็นหนังเรื่องเดิมที่ตอนจบมีคนบริสุทธิ์ตายเพิ่ม มีเด็กถูกข่มขืน มีครอบครัวสูญหาย เพราะวันนึงมันอาจจะใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด ?

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img