ที่รัฐสภา วันที่ 29 มกราคม ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม ที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี ซึ่ง สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ได้เสนอร่างของพรรคประชาชนเข้าประกบร่วมการพิจารณาในวันนี้ด้วย โดยเขาได้อภิปรายถึงหลักการและเหตุผลของร่างฯว่า ที่พรรคต้องทำร่างประกบเพราะมีหลายประเด็นสำคัญที่มีความแตกต่างกัน โดยข้อเท็จจริงสำคัญที่น่าจะเห็นตรงกัน คือระบบขนส่งสาธารณะในปัจจุบันมีปัญหามาก เพราะเอาผู้ประกอบการเป็นตัวตั้ง ปล่อยให้แยกกันคิดเงินโดยไม่ได้เอาประชาชนเป็นตัวตั้ง ทำให้เวลาประชาชนจะเดินทางข้ามสายไม่สะดวกและต้องจ่ายแพงกว่าที่ควรเป็น จ่ายค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน ผู้ใช้หลายเส้นทางหลายรูปแบบการเดินทางไม่ได้รับความสะดวกทั้งเสียเงินและเสียเวลามากเกินจำเป็น นี่คือสิ่งที่รัฐต้องเปลี่ยนมุมมองให้นำเอาประชาชนเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เอาผู้ประกอบการเป็นตัวตั้ง กล่าวคือการขึ้นสายสีเขียว 10 สถานี ควรจ่ายเท่ากับขึ้นสายสีเขียว 5 สถานีแล้วไปต่อสายสีน้ำเงิน 5 สถานี
โดยคำสำคัญที่ตนยืนยันว่ามีความแตกต่างกันในทางเทคนิค คือคำว่า “ตั๋วร่วม” (Common Ticket) กับ “ค่าโดยสารร่วม” (Common Fare) ซึ่งแม้ว่าชื่อของ พ.ร.บ. จะใช้คำว่า “ตั๋วร่วม” แต่สิ่งที่จะส่งผลต่อชีวิตประชาชนจริงๆ ก็คือการทำระบบค่าโดยสารร่วม หรือถ้าประชาชนเดินทางสองสายจะงดค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนได้อย่างไร นี่เป็นสองคำที่ต้องไม่สับสน

สุรเชษฐ์กล่าวว่า หลายคนพูดถึงแต่เรื่องราง แต่สิ่งที่ประเทศไทยขาดจริงๆ คือระบบขนส่งสาธารณะ จะทำอย่างไรให้มีการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการจริงๆ เวลาพูดถึงนโยบายอาจจะมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง นโยบายพรรคเพื่อไทยเขียนแบบหนึ่ง ชูมาเสมอว่า “ตั๋วร่วม 20 บาทตลอดสาย” แต่คำที่ถูกคือ “ค่าโดยสารร่วม 20 บาทตลอดทาง เฉพาะรถไฟฟ้า” ส่วนตนและพรรคประชาชนเสนอนโยบาย “ค่าโดยสารร่วม 8-45 บาทตลอดทาง รถเมล์ร่วมรถไฟฟ้า” เอาโลกคู่ขนานสองใบมาบูรณาการโครงข่ายร่วมกัน ไม่ใช่แค่ระบบรางเท่านั้น แต่แม้ทั้งสองพรรคจะมีนโยบายที่แตกต่างกัน แต่เราต้องการ พ.ร.บ. ตัวเดียวกัน ไม่ใช่เพื่อสนับสนุนนโยบายใดนโยบายหนึ่ง แต่เพื่อเป็นกรอบคิดว่าเมื่อมีตั๋วร่วมแล้วจะทำ “ค่าโดยสารร่วม” อย่างไรให้ประชาชนได้ประโยชน์ที่สุด โครงข่ายรถเมล์ควรทำงานร่วมกับรถไฟฟ้าหรือไม่ หรือปล่อยให้เป็นโลกคู่ขนานแบบนี้
พ.ร.บ.ตั๋วร่วมฯ มีประเด็นสำคัญคือค่าโดยสารร่วม และเรื่องนี้ตนเคยเตือนแล้วว่าที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้ว่า 20 บาทตลอดสายภายใน 3 เดือนเป็นไปไม่ได้ ต้องมี พ.ร.บ.รางฯ และ พ.ร.บ.ตั๋วร่วมฯ วันนี้มีการเสนอ พ.ร.บ.ตั๋วร่วมแล้วก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับการต่อยอดนโยบายไม่ว่าจะจากพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาชน ประเด็นจากนี้คือจะเขียน พ.ร.บ. อย่างไรให้ครอบคลุมเป็นกฎหมายสำคัญสำหรับประเทศนี้ ไม่ว่านโยบายรัฐบาลจะเปลี่ยนไปอย่างไร

โดยข้อแตกต่างหลักของ พ.ร.บ. ทั้งสองฉบับอาจสรุปเป็น 5 ประเด็นสำคัญ กล่าวคือ 1) นิยามที่ชัดเจนขึ้น ลดความสับสน โดยในร่างของรัฐบาล ระบุว่า “หมายถึงการให้บริการขนส่งสาธารณะแก่ผู้โดยสารโดยผู้ให้บริการ” ซึ่งเป็นการนิยามที่ผิด พรรคประชาชนจึงเสนอนิยามความหมายที่ชัดเจนขึ้น ให้ระบบตั๋วร่วมหมายถึง “ระบบชำระค่าโดยสาร ค่าธรรมเนียม หรือค่าบริการขนส่งสาธารณะทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งใช้มาตรฐานทางเทคโนโลยีของระบบตั๋วร่วม” 2) เพิ่มสัดส่วนผู้แทนประชาชนในคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม ซึ่งในร่างเดิมของสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและการจราจร (สนข.) ได้เสนอให้มีสัดส่วนประชาชนในนามประธานสภาองค์กรผู้บริโภค แต่ฉบับปัจจุบันกลับมีการเอาออกแล้วเอาอธิบดีกรมบัญชีกลางมาใส่แทน
3) เพิ่มความชัดเจนและกลไกในการบังคับใช้จริง โดยตั๋วร่วมจะเอามาบังคับใช้จริงแต่กับรถไฟฟ้าถือว่าไม่เพียงพอ ผลบังคับต้องครอบคลุมไปถึงการออกใบอนุญาต ไม่ใช่มองเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ แต่ต้องมองไปถึงการขนส่งทางบก เรือ และรางด้วย 4) เพิ่มหน้าที่ผู้ประกอบกิจการตั๋วร่วมให้เปิดเผยสถานะทางการเงิน ทั้งรายงานการประกอบกิจการและงบกระแสเงินสดทุก 6 เดือน เพื่อที่รัฐจะได้รู้ว่าอุดหนุนเท่าไหร่ดี และเปิดเผยบัญชีที่ถือเงินของประชาชนไว้ อย่างโปร่งใสตรงไปตรงมา และ 5) เพิ่มความชัดเจนในการใช้เงินกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วมตามมาตรา 34 เวลาจะใช้นอกจากต้องเปิดเผยแล้ว ต้องมองด้วยว่าการใช้เงินในกองทุนสมเหตุสมผลหรือไม่ จึงควรมีการระบุวัตถุประสงค์ของกองทุนให้ชัดเจน

นอกจากนี้ร่างของพรรคประชาชนยังจะมุ่งสร้างสมดุลของการอุดหนุนบริการขนส่งสาธารณะโดยคำนึงถึงภาระทางการคลังระยะยาว ให้สัดส่วนในการใช้เงินรัฐไปอุดหนุนระบบขนส่งสาธารณะทั้งในกรุงเทพหรือในต่างจังหวัด ต่อระบบรถไฟฟ้าหรือระบบรถเมล์ ต้องมีความสมดุลกัน ไม่ใช่ตามใจคนที่มาถืออำนาจและใช้เงินหลวงไปอย่างสะเปะสะปะ ซึ่งร่างของพรรคเพิ่มข้อความเกี่ยวกับเงินกองทุนในการใช้จ่ายให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ทั้งสำหรับผู้ประกอบกิจการระบบตั๋วร่วมของระบบขนส่งสาธารณะในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และระบบขนส่งสาธารณะในจังหวัดอื่น โดยคำนึงถึงความได้สัดส่วนและสมดุลของการส่งเสริมหรืออุดหนุนต่อต้นทุนที่แตกต่างกันของบริการขนส่งสาธารณะแต่ละระบบและแต่ละพื้นที่ ต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน รวมถึงความคุ้มค่า ต้นทุนและผลประโยชน์ เสถียรภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนความยั่งยืนทางการคลังของรัฐ
สุรเชษฐ์กล่าวสรุปว่า ข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมของตนคืออยากให้สมาชิกทุกคนลงมติเพื่อรับหลักการของทั้งสองร่าง เราไม่ได้เห็นต่างกันว่าควรมี พ.ร.บ.ตั๋วร่วมฯ แต่เมื่อรับหลักการแล้วก็ต้องมีการเลือกว่าจะเอาร่างใดเป็นร่างหลัก ซึ่งข้อเสนอของตนก็คือขอให้เอาร่างของพรรคประชาชนเป็นร่างหลัก เพราะถ้าเอาร่างรัฐบาลเป็นร่างหลักจะมีปัญหาและมีความเพี้ยนไปจากร่างเดิมของ สนข. เองด้วยซ้ำ

