ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ (24 มิ.ย.) นายพชร นริพทะพันธุ์ สมาชิกกลุ่มคนรุ่นใหม่พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ค กล่าวถึงกระแสการวิพากษ์วิจาณ์โทษประหารชีวิตในช่วงนี้ โดยระบุว่า “#ปรากฎการณ์โทษประหารชีวิต

หลังจากได้กลับมาวิเคราะห์ภาพรวมทั้งหมด ที่เกี่ยวเนื่องกับโทษประหารชีวิต และ อ่านความเห็นต่างๆ การวิเคราะห์เชิงลึกแสดงให้เห็นว่าการโต้เถียงประเด็นโทษประหารชีวิตนั้นไม่ได้เกี่ยวกับโทษประหารเพียงอย่างเดียว แต่มันมีผลเกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์ และ สภาวะสังคมไทยที่เป็นอยู่ในขณะนี้

ความโกรธ ความฉุนเฉียว ความอาฆาตแค้น ความชิงชัง คือผลตอบรับจากเหตุการณ์ ที่เกี่ยวกับการประเด็นการบังคับใช้โทษประหารชีวิตเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปีนี้ ที่ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่า กว่า 90% ของคนไทยในตัวอย่างสำรวจ เห็นด้วยกับโทษประหารชีวิต มีเพียงน้อยนิดที่ไม่เห็นด้วย และเสียงส่วนน้อยพร้อมองค์กรต่างชาติกลายเป็นจำเลยสังคม ไปโดยปริยาย

หลายคนบอกเสียงส่วนน้อยเป็นพวกโลกสวย บ้างก็ช่วยสาปแช่ง หาว่าเห็นใจคนผิด หวังให้โดนภัยด้วยตัวเองเพื่อให้รู้ถึงกระทบของเหยื่อ มีการสาปแช่งต่างๆนาๆ เทไปในทิศทางความรุนแรง ซึ่งผิดวิสัยคนมีจิตใจที่อ่อนโยนตามธรรมชาติคนไทย

ประกฎการณ์นี้อธิบายได้ไม่ยาก

พื้นฐานของอาชญากรรมเกิดจากสภาวะสังคมที่อยู่ในภาวะตกต่ำดัชนีอาชญากรรมเป็นตัวชี้วัดความเจริญและพัฒนาของสังคม ระบบยุติธรรม และ ความเหลื่อมล้ำในสังคม ความโกรธ เกลียด แค้น และ ความต้องการระบาย ด้วยโทษอัตราสูงนั้นอธิบายได้ว่า ประชาชน ไม่พอใจกับสิ่งรอบตัวที่เกิดขึ้น จนถึงขั้นที่ไม่สามารถหาที่ระบายออกได้ จึงเห็นอัตราโทษที่หนัก เป็นทางออกที่จะระบายปัญหาสังคม เป็นการระบายความโกรธ เกลียดชัง วิธีหนึ่ง เหมือนกับสมัยโรมันที่เอานักโทษ มาต่อสู้กับสิงโต ในประชาชนดู ในโคลีเซียมอย่างในหนัง เรื่อง Gladiator เป็นต้น ทั้งนี้ก็สืบเนื่องมาจาก ซีซาร์ ต้องการเอาใจ ชาวโรมันที่ เริ่มไม่พอใจในการบริหารงาน ของ รัฐบาล จากทั้งเศรษฐกืจที่ฝืดเคือง และ สังคมที่อยู่ในภาวะคับขัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลา ที่เรามีผู้นำที่แข็งกระด้าง แสดงความโกรธ และ ฉุนเฉียวอยู่ตลอดเวลา ย่อมเป็น ร่างแบบของสภาพสังคมนั้นๆ ความโกรธความฉุนเฉียว ความหยาบคาย จึงส่งทอดไปยังประชาชน อย่างเลี่ยงไม่ได้

มันพิสูจน์ได้ว่าในขณะนี้คนไทยเราไม่พร้อมที่จะมองโลกในสีสันต์ที่สวยงาม ในมุมที่เราเคยเป็นตอนเรามีความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคม สถานการณ์ของเราตอนนี้มืดแปดด้าน อาชญากรรมเพิ่มขึ้น ความรุนแรงของอาชญากรรม ความป่วยทางจิตใจ คนหลายคนอยู่ในภาวะหดหู่ เศรษฐกิจฝืดเคือง ช่องว่างทางสังคมมากขึ้น ยาเสพย์ติดมากขึ้น ซึ่งมีผลโดยตรงต่อสภาวะจิตใจและความสามารถในการยับยั้งชั่งใจ สติสัมปะชัญญะ และไม่พ้นความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินที่น้อยลง สิ่งเหล่านี้มีหลักฐานที่สะท้อน มาจาก หลากหลายเสียงที่ พูดคุยกับเกี่ยวกับโทษประหาร หลายคนสะท้อนไปมุมที่ให้เพิ่มโทษนี้ไปยังนักการเมืองที่โกงกินด้วย ซึ่งบ่งบอกถึงความโกรธแค้นและเกลียดชังนักการเมืองที่บริหารประเทศในตอนนี้และอนาคต ที่ไม่สามารถ ตอบโจทย์ แก้ปัญหา และเสริมสร้างสภาวะจิตใจของคนไทยให้สุขสบายได้

อย่างไรก็ตามขณะนี้บรรยากาศใกล้เลือกตั้งแล้ว หวังว่ากระบวนการนี้จะช่วยลดความกดดันของสังคม และ นักการเมืองที่เข้ามาใหม่ (หรือเก่า?) จะสามารถสร้างความศรัทธาให้กลับคืนมาในสังคมไทยของเราได้อีกครั้งหนึ่ง และคนไทยจะไม่ต้องมาถกเถียงเรื่องการประหัดประหารมนุษย์ด้วยกัน เพราะเศรษฐกิจและสังคมที่ดีขึ้นจะทำใหัอาชญากรรมจะลดลงและลดผลกระทบกับประชาชนตาดำๆนั่นเอง