สังคมสื่อ ดราม่า..!! หวังได้แต่เรตติ้ง จนลืมคิดว่าแล้วสังคมได้อะไร จากการบดขยี้คดีอุบัติเหตุ

กรณีตำรวจหนุ่มขับบิ๊กไบค์พุ่งชนจักษุแพทย์สาวเสียชีวิต ขณะข้ามทางม้าลาย กลายเป็นประเด็นร้อนในสังคมไทย ครอบครองพื้นที่สื่ออย่างต่อเนื่องมาหลายวัน และดูท่าว่าจะอยู่ไปอีกพักใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นสื่อกระแสหลัก หรือสื่อออนไลน์ รวมทั้งสื่อโซเชียล ซึ่งก็เป็นที่เข้าใจได้ เพราะคู่กรณีฝ่ายหนึ่งก็เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งก็เป็นคุณหมอเฉพาะทางที่อายุยังยังน้อย เป็นบุคลากรที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ และมีอนาคตอีกยาวไกล แน่นอนว่าส่วนใหญ่ หรือเกือบทั้งหมดตำหนิติเตียน โจมตี หรือเรียกได้ว่าบดขยี้ ส.ต.ต.นรวิชญ์ บัวดก ผู้ขับขี่บิ๊กไบค์คันดังกล่าวอย่างหนักหน่วง สร้างอารมณ์เคียดแค้นชิงชังให้เกิดแก่สังคมอย่างรุนแรงกว้างขวาง ไม่เฉพาะต่อตัว ส.ต.ต.นรวิชญ์เอง แต่ยังลามไปถึงองค์กรตำรวจโดยรวมด้วย
 
แน่นอนว่า สื่อมีสิทธิที่จะนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้น รวมทั้งนำเสนอความคิดเห็นในแง่มุมต่าง ๆ บนพื้นฐานเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่ากรณีที่เกิดขึ้นสื่อบางส่วนอาจจะมุ่งหวังประโยชน์สาธารณะน้อยกว่าการเรียกเรตติ้ง ซึ่งเป็นผลประโยชน์ขององค์กรตัวเอง โดยเฉพาะการนำคลิปที่ถ่ายจากกล้องหน้ารถตู้คันหนึ่งที่บันทึกนาทีชีวิตเอาไว้มาออกอากาศซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งนอกจากจะไม่เป็นประโยชน์อะไรกับสาธารณะ นอกจากเพิ่มประเด็นดรามาแล้ว ยังสร้างผลกระทบทางใจต่อญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิตอีก
 
ต้องยอมรับว่าอาชีพตำรวจนั้นต้นทุนทางสังคมต่ำจริง ๆ ลองคิดดูว่า ถ้าผู้ขับขี่บิ๊กไบค์เป็นคนอาชีพอื่น สมมุติเป็นนักธุรกิจ หรือพนักงานบริษัท เขาจะถูกถล่มโจมตีจากสื่อขนาดนี้ไหม? บังเอิญผู้กระทำความผิดเป็นตำรวจ ซึ่งกรณีนี้เป็นความผิดโดยประมาท ที่เป็นอบัติเหตุ ไม่ว่าใครก็มีโอกาสผิดพลาดได้ทั้งสิ้น แม้แต่อาชีพแพทย์เองก็เคยมีกรณีขับรถชนคนตาย เหตุเกิดเมื่อ 29 ส.ค.64 นี่เอง ซึ่งทั้ง ส.ต.ต.นรวิชญ์ และแพทย์ท่านดังกล่าว เมื่อเกิดอุบัติเหตุก็ไม่ได้หลบหนีทั้งคู่ และแสดงความเสียใจแก่ญาติผู้สูญเสีย รวมทั้งพยายามหาทางชดใช้ความผิดด้วยวิถีและสถานะของตน แต่คนหนึ่งโดนสื่อขุดคุ้ย โดนบดขยี้ ส่วนอีกคนหนึ่ง สื่อไม่ได้ติดตามขุดคุ้ยอะไร ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ถูกแล้วเพราะเรื่องมันไม่ได้สลับซับซ้อน หรือเป็นคดีอาชญากรรมโหดเหี้ยม แต่เป็นคดีขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ชีวิต
 
ไม่ได้บอกว่า ส.ต.ต.นรวิชญ์ ไม่ผิด หรือไม่ควรรับโทษ แต่อยากจะกระตุกเตือนให้สื่อทั้งหลายได้กลับมาทบทวนถึงบทบาทของตัวเองสักนิด คิดถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับครอบครัวคุณหมอ และที่อาจจะไม่ทันคิดคือ การที่ไปเน้นว่าผู้กระทำความผิดเป็นตำรวจ อยู่หน่วยควบคุมฝูงชน ทั้ง ๆ ที่ ส.ต.ต.นรวิชญ์ ไม่ได้ใช้อำนาจหน้าที่ของตำรวจไปกระทำความผิด หรือผู้บังคับบัญชาก็ไม่ได้มอบหมายหรือสั่งการให้เขาไปกระทำความผิด แต่สังคมโดยเฉพาะสื่อโซเชียลก็ด่าองค์กรตำรวจโดยรวมไปแล้ว โดยเฉพาะหน่วยงานต้นสังกัด คือ อคฝ. ที่ดูจะโดนหางเลขหนักเป็นพิเศษ ทำให้ข้าราชการตำรวจจำนวนมากที่ไม่เกี่ยวข้องต้องโอดครวญว่า ทำไมต้องมาด่าเหมารวมขนาดนี้ทั้งที่เป็นการกระทำของตัวบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้พวกเขาต้องเสียกำลังใจในการทำงานไปด้วย!!!
 
กลับมาดูที่ตัว ส.ต.ต.นรวิชญ์ เขาต้องเผชิญกับข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ชีวิต และอื่น ๆ รวม 7 ข้อหา ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่ได้ออกมาปฏิเสธหรืออะไร ตรงข้ามเขาได้แสดงความเสียใจ และแสดงออกตามวิถีชาวพุทธด้วยการบวชพระเพื่ออุทิศส่วนกุศล และขออโหสิกรรมต่อดวงวิญญาณของคุณหมอที่ต้องมาจบชีวิตลงด้วยความประมาทเลินเล่อของเขา โดยคุณพ่อแท้ ๆ ก็ได้ร่วมบวชในครั้งนี้ด้วย แต่ไม่วายที่จะโดนสื่อขุดคุ้ยและบดขยี้อีกว่าเป็นผู้ต้องหามีสิทธิบวชด้วยหรือ เป็นข้าราชการไม่ต้องลาบวชหรืออย่างไร ซึ่งในทางข้อกฎหมายโฆษกสำนักพุทธออกมายืนยันว่า ทำไม่ได้ แต่ในแง่ของความเป็นมนุษย์ปุถุชน ความเป็นพุทธศาสนิกชน มันอาจจะดูโหดร้ายไปหน่อยหรือไม่ ลองเทียบดูหากมีผู้ต้องหาว่ายน้ำอยู่แล้วกำลังจะหมดแรงจมน้ำ มีคนจะโยนห่วงยางให้ แต่กลับมีบางคนมารั้งไว้บอกว่าจะโยนห่วงยางให้ผู้ต้องหาไม่ได้มันผิดกฎหมาย มันจะไม่ใจร้ายเกินไปหน่อยละหรือ !?!
 
ขณะที่พนักงานสอบสวนเองก็รวบรวมพยานหลักฐานและแจ้งข้อหาทั้งหนักและเบาเท่าที่พอจะตั้งได้แก่ ส.ต.ต.นรวิชญ์ ทันทีทันควัน ทั้งจากตัวคดีที่ไม่สลับซับซ้อน และส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่ามาจากแรงกดดันจากสังคมโดยเฉพาะสื่อด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าจะตัวพนักงานสอบสวนหรือจะเป็นหน่วยงานต้นสังกัดหรือตัวองค์กรเองก็ล้วนแต่ทำหน้าที่ของตนไปตามกฎหมาย ไม่ได้ออกมาอุ้ม ปกป้อง ส.ต.ต.สรวิชญ์ ให้พ้นผิดแต่อย่างใด
 
คำถามจึงย้อนกลับมา ว่า การเสนอข่าวที่มุ่งเป้าไปที่ตัวของ ส.ต.ต.นรวิชญ์ นั้นมันเพียงพอแล้วหรือยัง และมันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะจริงหรือ มันมีประเด็นอะไรที่ควรขยายเพื่อให้กรณีนี้เป็นบทเรียน เป็นอุทธาหรณ์ หรือเป็นบันไดไปสู่การแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางท้องถนนอย่างยั่งยืนถาวรหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น ประเด็นการรณรงค์เรื่องจิตสำนึกของผู้ใช้รถใช้ถนนให้จัดลำดับความสำคัญเสียใหม่ จากการให้ความสำคัญกับรถยนต์เป็นหลักต้องหันมาให้ความสำคัญกับคนเดินเท้า, จักรยาน และรถโดยสารสาธารณะก่อนหลังตามลำดับ, เรื่องวินัยจราจรที่คนไทยหย่อนยานมากเหลือเกิน หรือเรื่องการออกแบบโครงสร้างวิศวกรรมจราจรที่ไม่ได้มาตรฐานก่อให้เกิดอุบัติเหตุโดยง่าย ซึ่งแทบจะเป็นสาเหตุหลักในการเกิดอุบัติเหตุ เป็นต้น ซึ่งประเด็นเหล่านี้อาจจะขายได้ไม่เท่าประเด็นดรามาต่าง ๆ ที่สื่อหลายแขนงกำลังแข่งกันเสนอ แต่มันจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมอย่างแน่นอน เพราะมันจะทำให้อุบัติเหตุบนท้องถนนซึ่งประเทศไทยมีสถิติผู้เสียชีวิตสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของทวีปเอเชียลดลง ช่วยลดความสูญเสียทรัพยากรคุณภาพของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เอาแต่ขายดรามาหาเรตติ้งไปวัน ๆ โดยไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไร!!!