พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือยังคงดำเนินมาตรการ “ปิดด่าน 100%” และเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวน เฝ้าตรวจ และสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมืองตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) สามารถจับกุมผู้ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายได้รวม 2 กรณี จำนวน 8 ราย ในพื้นที่อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี

กรณีแรก เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 เวลา 22.00 น. หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ชุดควบคุมทหารพรานนาวิกโยธินที่ 4 ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าพบชายต้องสงสัยหลบซ่อนอยู่ภายในสวนลำไย พื้นที่บ้านหนองกระทิง ตำบลเทพนิมิต อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี จึงจัดกำลังเข้าตรวจสอบและควบคุมตัวชายสัญชาติจีนได้จำนวน 3 ราย จากการสอบสวนเบื้องต้น ทั้งหมดให้การว่าเคยทำงานในคาสิโนที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา และต้องการเดินทางกลับประเทศจีน โดยใช้ขบวนการลักลอบนำพาข้ามแดนผ่านช่องทางธรรมชาติ มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายคนละ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยการปฏิบัติเป็นไปตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 อย่างเคร่งครัด
กรณีที่สอง เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 เวลา 08.30 น. หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ชุดควบคุมทหารพรานนาวิกโยธินที่ 2 บูรณาการกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรี และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านแปลง จับกุมบุคคลต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองได้จำนวน 5 ราย ประกอบด้วยชาวกัมพูชา 4 ราย และชาวบังกลาเทศ 1 ราย บริเวณบ้านบึงชนังล่าง ตำบลเทพนิมิต อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี จากการสอบสวน ผู้ต้องหาชาวกัมพูชาให้การว่าลักลอบเดินทางเข้าประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ เพื่อไปหางานทำในกรุงเทพมหานครและจังหวัดบุรีรัมย์ โดยเสียค่าใช้จ่ายให้ขบวนการนำพาคนละประมาณ 5,000–10,000 บาท เนื่องจากไม่มีงานทำและขาดรายได้ในประเทศต้นทาง ส่วนผู้ต้องหาชาวบังกลาเทศให้การว่าเดินทางเข้าประเทศกัมพูชามาแล้วประมาณ 1 ปี และต้องการเดินทางไปตามหาพี่ชายในพื้นที่ปอยเปต แต่หลงทางก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบและควบคุมตัว จากนั้นได้ส่งตัวผู้ต้องหาทั้งหมดให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยปฏิบัติตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 อย่างครบถ้วน
โฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า การจับกุมทั้งสองกรณีสะท้อนให้เห็นว่า ยังมีความพยายามลักลอบใช้ช่องทางธรรมชาติเพื่อเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งเพื่อเข้ามาหางานทำและใช้ประเทศไทยเป็นเส้นทางผ่านไปยังประเทศปลายทาง กองทัพเรือจึงยังคงบูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทุกภาคส่วน เดินหน้ามาตรการ “ปิดด่าน 100%” พร้อมลาดตระเวนและเฝ้าตรวจตลอดแนวชายแดน เพื่อป้องกันการลักลอบเข้าเมือง การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติ ตลอดจนรักษาความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยของประชาชน

