เกิดเหตุความขัดแย้งเรื่องเสียงรบกวนในชุมชนแห่งหนึ่ง เมื่อชายชาวพุทธสุดทนร้องสายไหมต้องรอด หลังมัสยิดในพื้นที่ติดตั้งลำโพงหันหน้าเข้าหาชุมชน เปิดเสียงประกาศอาซานเรียกละหมาดดังสนั่นวันละ 5 เวลา ต่อเนื่องยาวนานกว่า 4 ปี เคยพยายามเข้าพูดคุยปรับความเข้าใจ แต่กลับถูกกลุ่มชายฉกรรจ์บุกข่มขู่ถึงบ้านพัก พร้อมขู่จะขับไล่ออกจากพื้นที่ ทั้งที่เป็นที่ดินมีโฉนดถูกต้องตามกฎหมาย
รายงานข่าวระบุว่า ชายชาวพุทธรายดังกล่าวต้องทนทุกข์ทรมานจากมลภาวะทางเสียงที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันและการพักผ่อนอย่างรุนแรง โดยเสียงอาซานจากลำโพงมัสยิดดังกระหึ่มครอบคลุมพื้นที่กระจายไปไกลเกินกว่าบริเวณของมัสยิด ซึ่งครอบคุลมเวลาปฏิบัติศาสนกิจทั้ง 5 ช่วงเวลาต่อวันตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา
ผู้ร้องเรียนเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ได้เดินทางไปแจ้งเรื่องและขอความเห็นใจจากทางมัสยิดอย่างสุภาพ เพื่อขอให้ลดระดับเสียง หรือปรับทิศทางของลำโพง แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับเป็นการถูกตอบโต้ด้วยความรุนแรง โดยมีกลุ่มชายฉกรรจ์เดินทางมาข่มขู่ถึงหน้าบ้านพัก สร้างความหวาดกลัวให้กับครอบครัวและชาวบ้านใกล้เคียงเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีการกล่าวข่มขู่ว่าจะขับไล่ชาวพุทธให้ออกไปจากชุมชน ทั้งๆ ที่บ้านและที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย มีโฉนดชัดเจน
ผู้ร้องเรียนยังได้ระบุถึงประเด็นทางศาสนาว่า ตามหลักการของศาสนาอิสลามที่แท้จริง การส่งสัญญาณเสียงอาซานเพื่อเรียกปฏิบัติศาสนกิจนั้น มีเจตนารมณ์เพื่อเตือนสติผู้ศรัทธา และต้องไม่ก่อความเดือดร้อนรำคาญหรือส่งผลกระทบต่อผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ที่นับถือศาสนาต่างกัน ผู้ป่วย คนชรา ผู้ที่เหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน หรือครอบครัวที่มีเด็กเล็ก แต่การกระทำของมัสยิดแห่งนี้กลับขัดต่อหลักการดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง
”มัสยิดหลายแห่งในพื้นที่อื่นสามารถปรับตัวให้อยู่ร่วมกับชุมชนพหุวัฒนธรรมได้ด้วยดี โดยเลือกใช้ลำโพงที่มีกำลังส่งจำกัดเฉพาะภายในบริเวณมัสยิด หรือควบคุมระดับเสียงไม่ให้รบกวนบ้านเรือนรอบข้าง แต่ที่นี่กลับยืนยันจะเปิดเสียงให้ดังไปไกลที่สุดโดยอ้างว่าเป็นศาสนกิจ” ผู้ร้องเรียนกล่าวนอกจากนี้ ในอดีตเคยมีการเสนอทางออกร่วมกันจากชาวบ้านชาวพุทธ โดยเสนอให้ต่อสายระบบลำโพงหรือกระจายสัญญาณตรงไปยังบ้านของชาวมุสลิมที่ต้องการรับฟังโดยเฉพาะ เพื่อแก้ปัญหาเสียงรบกวนชุมชนส่วนรวม แต่ทางมัสยิดปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว พร้อมทั้งให้คำตอบในเชิงตัดบทว่า “หากเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม เดี๋ยวก็ชินไปเอง”
ปัจจุบัน ชาวบ้านในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบต่างต้องสุ่มเสี่ยงทนอยู่ด้วยความสะพรึงกลัวต่อการถูกข่มขู่ และหวังว่าหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด จะเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย ตรวจสอบระดับเสียง และจัดระเบียบการใช้เสียงให้เป็นไปตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ เพื่อคืนความสงบสุขให้แก่ชุมชนต่อไป
“เอกภพ สายไหม” จี้เขต-ตำรวจเร่งแก้ ปมเสียงอาซานดัง ชี้ศาสนกิจต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ฝาก กก.อิสลามฯ ช่วยไกล่เกลี่ย
ด้านนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด เปิดเผยว่า จากคลิปเสียงที่ผู้ร้องเรียนนำมาให้ดูและฟังนั้น ส่วนตัวมองว่าเสียงมีลักษณะรบกวนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะช่วงเวลาประมาณตี 4 ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวบ้านควรได้พักผ่อน จึงตั้งข้อสังเกตว่า สำนักงานเขตธนบุรีลงพื้นที่ตรวจวัดระดับเสียงจากจุดใด และมีวิธีการตรวจวัดอย่างไร จึงสรุปว่าระดับเสียงไม่เกินค่ามาตรฐาน
นายเอกภพ กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นเสียงจากศาสนาใดหรือกิจกรรมใด หากส่งผลกระทบต่อสิทธิของผู้อื่น โดยเฉพาะในช่วงเวลาก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ก็ควรมีการตรวจสอบและหาทางแก้ไขอย่างเหมาะสม เพราะทุกคนมีสิทธิในการนอนหลับและพักผ่อน
ส่วนกรณีที่มีการกล่าวอ้างถึงการข่มขู่ นายเอกภพมองว่า ทางมัสยิดควรพูดคุยกับผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ไม่ควรใช้วิธีการข่มขู่หรือใช้กฎหมู่ เพราะประเทศไทยมีกฎหมายและทุกฝ่ายควรอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน พร้อมฝากถึงสำนักงานเขตและเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้ามาตรวจสอบปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง
นายเอกภพ ยังกล่าวอีกว่า “ศาสนาก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย” โดยผู้ร้องเรียนอาศัยอยู่ในบ้านหลังดังกล่าวมานานกว่า 50-60 ปี และที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหา กระทั่งช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา มีการเพิ่มจำนวนลำโพงจนทำให้เกิดเสียงดังรบกวน จึงอยากให้ทุกฝ่ายร่วมกันหาทางออก
พร้อมกันนี้ ยังฝากถึง คณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร ให้เข้ามาช่วยพูดคุยกับทางมัสยิดและผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม และทำให้ทุกฝ่ายสามารถอยู่ร่วมกันในชุมชนได้อย่างสงบสุข




