“ณัฐพงษ์” ชง 5 ข้อรื้อระบบข่าวกรอง-ความมั่นคง แก้ไฟใต้ ย้ำ “ความมั่นคงต้องคู่สันติภาพ”

15

ณัฐพงษ์” เสนอรัฐบาล 5 ข้อทบทวนระบบ ”ข่าวกรอง-ความมั่นคง“ แก้ปัญหาไฟใต้ ชี้ใช้งบกว่า 7 แสนล้านบาทตลอด 20 ปี แต่ปัญหายังไม่คลี่คลาย ย้ำความมั่นคงต้องเดินคู่สันติภาพ ไม่ใช่เพิ่มกำลัง-อำนาจพิเศษอย่างเดียว ขออย่ามองเป็นประเด็นการเมือง หลังทัวร์ลงกล่าวหาเป็นพรรค “ประชาชน BRN” ยันสิ่งที่ผู้ก่อความไม่สงบทำ ต้องช่วยกันประนาม

(25 ส.ค. 69) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงผลการประชุม ครม. เงา ถึงข้อเสนอที่อยากให้มีการทบทวนระบบความมั่นคง การรับมือ และการแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ว่า ตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม ที่ผ่านมา ในคืนนั้นมีเหตุระเบิดและวางเพลิงรวมกันถึง 51 จุด และยังมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตนและพรรคประชาชนขอประณามความรุนแรงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากผู้ก่อความไม่สงบ แต่จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายในวันเดียว และตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา เราได้ใช้งบประมาณไปกว่า 7 แสนล้านบาทในการแก้ไขปัญหาพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ จึงเป็นที่มาที่เราคิดว่าฝั่งของรัฐต้องคิดทบทวนในส่วนของระบบข่าวกรองและระบบความมั่นคงทั้งระบบ เพราะพวกเราเชื่อว่าความมั่นคงนั้นจะต้องเดินควบคู่ไปกับการเมืองและกระบวนการสันติภาพ

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ตนจึงขอเสนอ 5 ข้อ ดังนี้

  • ระบบข่าวกรอง หัวใจสำคัญในการป้องกันเหตุ เราควรต้องเปลี่ยนระบบข่าวกรองจากการใช้เพื่อรับรู้เหตุไปสู่การป้องกันเหตุว่าตกลงแล้วหน่วยงานความมั่นคงของเราได้รับรู้ข่าวสารอะไรล่วงหน้าหรือไม่ ซึ่งในวันที่ 22 ส.ค. 69 ถ้าได้รับรู้ข่าวสารล่วงหน้า ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล และเตรียมการอย่างไร ดังนั้นรัฐบาลต้องทบทวนตั้งแต่กระบวนการรวบรวมข่าว การวิเคราะห์ประเมินความเสี่ยง การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ไปจนถึงการส่งข้อมูลให้กับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เพื่อนำไปใช้ในการป้องกันเหตุได้อย่างทันท่วงที เพราะระบบข่าวกรอง ไม่ใช่เพียงแค่การนำข้อมูลที่มีจำนวนมากมาประมวลผลอย่างเดียวเท่านั้น แต่คือความสามารถและการเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่งให้กลายเป็นชุดเดียวกัน จนนำไปสู่การปฏิบัติ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุความรุนแรงขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ระบบข่าวกรองต้องสร้างความไว้วางใจต่อประชาชนให้ได้ เพราะการข่าวที่สำคัญคือการข่าวที่มาจากประชาชนในพื้นที่ ซึ่งในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งมานาน การข่าวจากชุมชนและจากประชาชนมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่การที่ประชาชนจะไว้วางใจและให้ข้อมูลกับรัฐ รัฐก็ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนด้วยว่าข้อมูลที่เขาพร้อมจะมาเปิดเผย รัฐจะให้ความคุ้มครองความปลอดภัย ไม่ใช่ว่ามาให้ข่าวกับรัฐแล้วต้องตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยง ดังนั้นรัฐจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำงานร่วมกับผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักการเมืองท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เราจะเข้าไปหาข่าวเมื่อเกิดเหตุแล้วเท่านั้น เพราะการมีส่วนร่วมของประชาชนไม่ควรจำกัดอยู่เพียงแค่การแจ้งเบาะแสเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงการออกแบบระบบรักษาความปลอดภัยและการประเมินความเสี่ยงในพื้นที่ด้วย
  • ต้องทำให้หน่วยงานความมั่นคงของเรามีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายสิบจุด สะท้อนความจำเป็นที่เราต้องทบทวนการประสานงานระหว่างกัน ทั้งฝ่ายทหาร ฝ่ายตำรวจ ฝ่ายปกครอง ฝ่ายข่าวกรอง และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รัฐต้องทำให้ข้อมูลด้านความมั่นคงถูกแลกเปลี่ยนและนำมาใช้ร่วมกันได้อย่างรวดเร็ว ไม่ถูกแยกส่วนเหมือนปัจจุบัน
  • การข่าวชายแดนต้องเชื่อมโยงกับการสร้างความร่วมมือกับเพื่อนบ้านต่างประเทศ ซึ่งปัญหาความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนไม่สามารถแยกออกจากบริบทระหว่างประเทศของเราและประเทศเพื่อนบ้านได้ เพราะต้องมองรวมกัน รัฐบาลต้องยกระดับความร่วมมือทั้งด้านการข่าวและความมั่นคงของประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคลและเครือข่ายการเคลื่อนไหวหรือเส้นทางที่อาจเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุข้ามพรมแดน
  • การพูดคุยสันติภาพต้องทำควบคู่กับการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยในพื้นที่ด้วย รัฐบาลต้องทำให้มีช่องทางพูดคุยเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง มีเป้าหมายที่ชัดเจน สามารถพูดถึงต้นเหตุทางการเมืองและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้อย่างตรงไปตรงมา รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้ผู้มีส่วนได้เสียในจังหวัดชายแดนใต้ได้มีส่วนร่วม ไม่ปล่อยให้กระบวนการสันติภาพเป็นเพียงแค่เรื่องของรัฐบาลเป็นผู้เจรจาแค่สองฝ่าย ซึ่งการพูดคุยไม่ใช่แค่การให้ความชอบธรรมกับการก่อเหตุ ในทางตรงข้าม การพูดคุยเป็นกระบวนการทางการเมืองเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง คือการทำให้การใช้ความรุนแรงลดน้อยลง ไม่ใช่การใช้กำลังจะเป็นช่องทางเดียวในการแก้ไขปัญหา
    สำหรับการใช้กฎหมายพิเศษ รัฐบาลควรประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการใช้มาตรการอย่างต่อเนื่อง และกำหนดเงื่อนไขที่ชัดเจนในการปรับระดับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ เพราะในคืนเดียวที่มีเหตุการณ์ถึง 51 จุดนั้น จึงไม่ควรนำไปสู่คำตอบเพียงคำตอบเดียวว่ารัฐบาลจะต้องเพิ่มกำลังทหาร หรือต้องเพิ่มการใช้อำนาจพิเศษ รัฐบาลไม่ควรจะต้องเพิ่มด่านตรวจเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องเริ่มจากการทบทวนระบบความมั่นคงทั้งระบบ ซึ่งหมายถึงระบบข่าวกรอง การวิเคราะห์ การประเมินสถานการณ์ การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การทำงานร่วมกับประชาชน ไปจนถึงการทำงานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน ก็เป็นส่วนสำคัญเช่นเดียวกัน
    ทั้งนี้พรรคประชาชนเชื่อว่าความมั่นคงที่ยั่งยืนต้องไม่วัดจากจำนวนกำลังพลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากความสามารถของรัฐในการป้องกันเหตุ และความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อรัฐที่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยกระบวนการทางการเมืองและสันติวิธี

เมื่อถามว่า พอเกิดเหตุการณ์ขึ้น มีการตั้งคำถามว่ามี สส. ในพรรคพูดเรื่องเจ้าหน้าที่รัฐทำร้ายประชาชน เป็นการเบี่ยงประเด็นเพื่อไม่ให้พูดถึงการก่อเหตุของ BRN หรือไม่ นายณัฐพงษ์ชี้ว่า สิ่งสำคัญในตอนนี้คือการให้ข้อมูลข้อเท็จจริงแก่ประชาชนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นเชื่อใจจากประชาชนในพื้นที่ เชื่อว่าการให้ข้อเท็จจริงเท่านั้นที่จะนำมาสู่ผลดังกล่าว แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไรเพราะไม่ได้อยู่ในพื้นที่ ขอให้รัฐบาลให้ข้อมูลที่ถูกต้องมากที่สุด


เมื่อถามว่า การที่ สส. ในพรรคออกมาพูด รวมถึงเพจพรรคประชาชนนราธิวาส จนมีการโจมตีพรรคประชาชนว่าเป็น “พรรคประชาชน BRN” จะกระทบต่อภาพรวมคะแนนเสียงหรือไม่ นายณัฐพงษ์ระบุว่า หากปิดหน้าปิดชื่อ การเกิดเหตุความไม่สงบในพื้นที่โดยเฉพาะที่เกิดจากผู้ก่อความไม่สงบเป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันประณาม แต่ขณะเดียวกัน การแก้ไขที่จะทำให้เกิดผลสำเร็จคือการสร้างความเชื่อมั่นเชื่อใจต่อประชาชน ดังนั้นฝั่งผู้ใช้อำนาจรัฐต้องใช้อำนาจอย่างถูกต้อง หากมีการตั้งคำถามจากใครที่อาจทำให้ประชาชนไม่สบายใจ ทุกคนควรออกมาส่งข้อสังเกตได้ แต่มองอีกมุมหนึ่ง ไม่ว่าใครจะออกมาตั้งคำถาม ในฐานะ สส. ตัวแทนประชาชน เชื่อว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องสะท้อนข้อมูลให้ครบทุกด้าน

“ดังนั้นในส่วนนี้ไม่อยากให้มองเป็นประเด็นเรื่องของการโจมตีทางการเมืองว่าใครอยู่กลุ่มไหน คิดว่าคนที่จะออกมาแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องที่สุด และให้ข้อมูลข้อเท็จจริงกับพี่น้องประชาชนมากที่สุด คือหน่วยงานด้านความมั่นคงและฝั่งรัฐบาลเอง” นายณัฐพงษ์ กล่าว

ส่วนที่มีวัยรุ่นอ้างว่ามีการยิงจากเฮลิคอปเตอร์ สะท้อนถึงความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เป็นหนึ่งตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าอาจจะยังมีความเข้าใจไม่ตรงกัน ขอใช้คำว่าเข้าใจถูกหรือเข้าใจผิด เพราะข้อเท็จจริงยังไม่ได้ถูกตีแผ่ออกมา ตราบใดที่ยังไม่มีความเข้าใจที่ตรงกัน ก็จะนำมาสู่การข้อกล่าวหากันไปมาระหว่างประชาชนและหน่วยงานรัฐ ทำให้เกิดปัญหาอยู่เรื่อย ๆ สิ่งสำคัญในตอนนี้ หน้าที่ของรัฐบาลคือการให้ความจริงกับประชาชน