เหยียบหัวคนไทย ให้ท้ายคนผิด ประหารชีวิตการเมือง | ครุ่นคิด

211

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวคราวการเมืองจากประเทศไทยมีหลายประเด็นที่น่าติดตาม และต้องจดบันทึกระหว่างทางเหตุการณ์ทั้งหมดนี้เอาไว้ เริ่มมาตั้งแต่คดีศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่อยู่ดี ๆ มีข้อสงสัยจากสังคมต่อคำชี้แจงของ ป.ป.ช. ยาว 5 หน้า ว่าทำไมจึงเห็นว่าคุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ “ไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน” และมีมติยกคำร้อง (ตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 แต่ ป.ป.ช. ไม่ได้แถลง! ไม่มีข่าว สังคมรับรู้เพราะความบังเอิญ)

แม้ว่าคดีนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไปแล้วว่า คุณศักดิ์สยามให้คนถือหุ้นแทน เป็นคำวินิจฉัยที่ฟังขึ้นหรือไม่? หลายคนมองว่าเป็นเรื่องที่เกินไปมาก และทำให้ ป.ป.ช. สูญเสียความเชื่อถือในความเที่ยงธรรมอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไปเปรียบเทียบกับอีกคดีหนึ่งคือ อดีต ส.ส. พรรคก้าวไกล 44 คน ที่ ป.ป.ช. เห็นว่าผิดถึงขนาดขอให้ศาลฎีกาตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต ซึ่งศาลฎีกามีคำสั่งให้ 10 ส.ส. ปฏิบัติหน้าที่ต่อ (แต่รับเรื่องจริยธรรมที่ ป.ป.ช. ส่งคำร้อง) ไว้

สังคมเกิดคำถามขึ้นมากมายต่อ “มาตรฐานการทำงาน” รวมถึงความน่าไว้วางใจขององค์กรอิสระ ว่าอิสระสมชื่อหรือไม่? เป็นคำถามใหญ่มาก ๆ สิ่งเหล่านี้สำคัญต่อคนไทยอย่างไร ทำไมเราต้องสนใจ และร่วมกันส่งเสียงในประเด็นนี้ เพราะว่าต่อไปนี้ถ้าเราอยากจะให้ประเทศชาติ “มีธรรมาภิบาล” มีการคัดกรองการทำงานที่ถูกต้อง มีคนที่เข้ามามีอำนาจโปร่งใส ตรวจสอบได้ ยอมเข้ารับกระบวนการตรวจสอบที่โปร่งใสและเป็นธรรม แต่ถ้าเกิดว่าทำทุกอย่างตรงกันข้าม เกิดความคลุมเครือ ทำให้ดำเป็นขาว ทำให้ขาวเป็นดำ ผิดบอกไม่ผิด หรือพยายามหาช่องตัดตอนยุติคดีเพื่อช่วยเหลือคน ความน่าเชื่อถือขององค์กรเหล่านี้จะไปอยู่ที่ไหน?

“องค์กรที่ถูกตั้งขึ้นมา” เพื่อทำหน้าที่ปราบปรามการทุจริต เพื่อทำให้ระบบนิเวศทางการเมืองไปต่อได้อย่างโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกคนทุกฝ่าย อย่างน้อย ๆ ภาษีที่ประชาชนจ่ายมา ต้องคุ้มค่า ไม่ได้จ้างคนพวกเดียวกันไปปกป้องพวกเดียวกัน หรือทำลายระบบจนประชาชนไร้ที่พึ่ง

ข่าวเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกับ “ข้อเสนอ ส.ว.” ท่านหนึ่ง ที่เสนอกลางวุฒิสภาให้ขึ้นภาษี VAT เป็น 10% คิดดูว่าถ้าเราต้องเอาเงินมาจ่ายภาษีเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นเงินค่าจ้างให้กับระบบกินรวบอะไรบางอย่างแบบนี้ อย่างน้อย ๆ ก็เงินเดือนให้คนพวกนี้ อีกส่วนหนึ่งก็คือโครงการต่าง ๆ ที่อาจจะมีบริษัทนอมินีของระบบกินรวบเหล่านี้เข้ามาเปิดประมูลงานรัฐ แล้วก็เข้าไปทำงาน เข้าไปหา “ช่องทางทำกิน” กันภายใน ซึ่งก็คือเงินภาษีเราที่จ่ายไปทุกบาททุกสตางค์

ดังนี้ เรื่องใหญ่มาก เพราะว่าการเข้ามีอำนาจของคนเหล่านี้ มีการเอานอมินีตัวเองเข้ามารับงานรัฐ หลังจากนั้นพอเลือกตั้งใหม่ คนพวกนี้ก็หาเงินมาใช้ทุจริต แล้วก็คุมระบบให้ตัวเองชนะเลือกตั้ง แล้วกลับมากินใหม่ วนกันเป็นวัฏจักรแบบนี้ โดยที่ประเทศชาติและประชาชนไม่ได้มีอะไรเจริญขึ้น

การกระทำทั้งหมดนี้ จึงเปรียบเสมือนการเหยียบหัวประชาชน? ถามว่าตลอด 4 ปีที่ผู้ที่ถูกกล่าวหาเคยดำรง รมว.คมนาคม มีการเปลี่ยนแปลงอะไรในภาพใหญ่เพื่อประชาชนทุกคนในประเทศหรือไม่ อย่างไร

สรุปแล้วพวกเราทุกคนโอเคกับระบบแบบนี้ใช่หรือไม่ เพราะว่าในขณะเดียวกัน ข่าวที่เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันจนคนใน ป.ป.ช. ต้องออกมาร้อนตัว กินปูนร้อนท้องกันก่อน ก็คือมีการยกเอาคดี 44 ส.ส. ของพรรคการเมืองอีกพรรคหนึ่งเข้ามาเปรียบเทียบการทำงานที่รวดเร็ว ในขณะที่คดีของอีกฟากหนึ่งเชื่องช้า แถมหลุดลอยในหลายคดี ที่องค์กรไม่อิสระเหล่านี้ควบคุมอยู่ ถามว่าจะเอากันแบบนี้จริง ๆ หรือ? จะตบหน้าเหยียบหัวกันแบบนี้จริง ๆ หรือ กล้าทำกันได้ขนาดนี้เชียวหรือ คิดว่ามีอำนาจแล้วจะทำอะไรก็ได้นั้นหรือ อยากจะกด จะประหารคนทำงานทั่วไป แล้วปล่อยให้พวกพ้องพุงป่อง ทำผิดไม่มีอะไรตรวจสอบได้ จริงหรือ

ย้ำอีกครั้งว่านี่คือเรื่องใหญ่มาก อย่าปล่อยให้ “ความหน้าด้าน” ลอยนวล!