1 เมษายน ดีเดย์บังคับใช้กฎหมายจราจรฉบับแก้ไขใหม่ อย่างเคร่งครัด เป้าหมายหลักลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่ง พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รองผบ.ตร.)ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริการงานจราจร ตร.บอกถึงเป้าหมายหลักว่า มุ่งเน้นลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ด้วยการบังคับใช้กฎหมายและเสริมสร้างวินัยจราจรให้กับประชาชนเป็นสำคัญ

จะเน้นบังคับใช้อย่างเคร่งครัดใน 10 ข้อหาหลักเป็นสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ประกอบด้วย1.ขับรถเร็วเกินกำหนดปรับสูงสุดไม่เกิน 4,000 บาท เดิมปรับสูงสุด 1,000 บาท 2.ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร ปรับสูงสุดไม่เกิน 4,000 บาท เดิมปรับ 1,000 บาท 3.ไม่หยุดรถให้คนข้ามทางม้าลายปรับสูงสุดไม่เกิน 4,000 บาท
4.ใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่(โดยไม่มีอุปกรณ์เสริม)ปรับสูงสุดไม่เกิน 4,000 บาท เดิมปรับสูงสุด 1,000 บาท 5.ขับรถย้อนศรปรับสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท เดิมปรับ 500 บาท 6.ไม่สวมหมวกนิรภัย(ทั้งคนขับและคนซ้อน)ปรับสูงสุดคนละไม่เกิน 2,000 บาท
7.ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย(ทั้งคนขับและผู้โดยสาร)ปรับสูงสุดไม่เกินคนละ 2,000 บาท 8.ไม่พกใบอนุญาตขับขี่ปรับไม่เกิน 1,000 บาท(อาจมีโทษจำคุก 1 ปี ถ้าไม่มีใบขับขี่เลย) 9.ขับขี่ขณะเมาสุรา ปรับ 5,000-20,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 1 ปี (กรณีเมาแล้วขับจับทันที)และ 10.ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยปรับ 5,000-20,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 1 ปี
ก่อนบังคับ พล.ต.อ.สำราญ ได้อธิบายถึงการประชาสัมพันธ์ ว่าระยะที่ 1 เตือนก่อนปรับ ใช้จนถึงวันที่ 31 มีนาคม มุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์และตักเตือนเพื่อสร้างการรับรู้เรื่องกฎหมายและวินัยจราจร ตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมา วากล่าวตักเตือนผ่านระบบ PTM จำนวน 196,028 ครั้ง ระยะที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนเป็นต้นไป ตำรวจจราจรจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดใน 10 ข้อหาหลัก เพื่อสร้างสังคมการขับขี่ปลอดภัยร่วมกัน
ถ้าดูไทม์ไลน์การบังคับใช้ 10 ข้อหาหลักถือว่ามาทั้งถูกจังหวะและผิดเวลา ที่ถูกจังหวะเพราะประชาชนกำลังเผชิญกับวิกฤตน้ำมันราคาแพง ถ้าเคารพกฎจราจรอย่างเคร่งครัด สามารถหยุดความเสียหายทุกชนิดที่เกิดจากอุบัติเหตุ ไม่ว่าทรัพย์สิน บาดเจ็บ และตาย และประการสำคัญช่วยประหยัดพลังงานไม่ว่าจะเป็น น้ำมัน ไฟฟ้า และแก๊ส เพราะความเร็วรถตามกฎหมายกำหนดช่วยประหยัดเชื้อเพลิงได้เป็นอย่างดี
ที่มาผิดเวลาเพราะจังหวะนี้ชาวบ้านส่วนใหญ่ตกอยู่ในภาวะรายได้ชักหน้าไม่ถึงหลัง ยิ่งเจอพิษสงครามน้ำมันแพง สินค้าอุปโภคบริโภคพาเหรดขึ้นราคา กระทบไปทุกภาคส่วน ที่กระทบตรงๆคือคนระดับกลางถึงรากหญ้า ส่วนใหญ่จะใช้รถกระบะ รถจักรยานยนต์ เป็นเครื่องมือทำมาหากิน รวมถึงอาชีพขับรถแท็กซี่ รถเมล์ และรถโดยสารสาธารณะต่างๆ รายได้ชักหน้าไม่ถึงหลังอยู่แล้ว ถ้าทำผิดกฎจราจรทั้งแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจ คงจะหนาวๆกับค่าปรับ ที่แก้โทษจากหลักร้อยสู่หลักพัน
จึงพอจะคาดเดาได้เลยว่าระบบปรับใต้โต๊ะจะเกิดขึ้นมากว่าเดิมแน่นอน เพราะสมหวังทั้งสองฝ่าย เผลอๆตำรวจขอปรับราคาขึ้นจากหลัก 200-300 บาทเป็น 500 บาท ด้วยการอ้างอิงราคาปรับสูงสุด 2,000-4,000 บาท จะคล้ายกับด่านตรวจเมาที่ปรับใต้โต๊ะสูงขึ้นหลังเพิ่มโทษปรับ 5,000- 20,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับหรือลงโทษให้บำเพ็ญประโยชน์ หลายด่านโดยเฉพาะพื้นที่นครบาล มีเสียงเล่าขานว่าถ้าไม่อยากนอนห้องขังหรือต้องไปรบกวนเพื่อนมาประกันตัว เจรจากันได้แบบลับๆ พอจะต่อรองราคามีแผ่นป้ายราคาโชว์ให้ดู ขั้นต่ำ 2,000 บาท 5,000 บาท 10,000 บาทและสูงกว่าหมื่นบาท ราคาขึ้นอยู่กับปริมาณแอลกอฮอล์ที่วัดได้ และท่าทีของผู้ขับขี่ ถ้าเจรจาแบบสุภาพปริมาณน้อยจะประมาณ 2,000 บาท กลับได้เลย แต่ถ้าปริมาณมากเจรจาสุภาพจะจบที่ 5,000 บาท หรือถ้ากร่างและมีปริมาณมากและขับรถหรูราคาจะอยู่ระหว่าง 10,000-20,000 บาท จ่ายครบ อาจจะถูกนำไปปล่อยตัวที่สถานีหรือรอจนคนที่ด่านเบาบางแล้วค่อยปล่อย
ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดเสียงครหาว่าตำรวจจ้องจับเพื่อทำยอดปรับทั้งใต้โต๊ะบนโต๊ะ โดยใช้ 10 ข้อหาหลักเป็นเครื่องมือ ผู้บัญชาตำรวจภูธรภาค 1-9 ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1-9 ผู้บังคับการตำรวจจราจรกลาง และหัวหน้าโรงพัก ต้องกำกับดูแลแบบเคร่งครัด ทั้งตรวจจับและพิจารณาปรับ
โดยเฉพาะการพิจารณาปรับต้องอะลุ้มอล่วยและดูแบ็คกราวด์ของผู้ใช้รถที่กระทำผิดด้วยว่าเป็นอย่างไร เนื่องจาก 10 ข้อหาหลักที่บังคับใช้ มาในจังหวะที่ชาวบ้านต้องแบกรับกับวิกฤตน้ำมันแพง สินค้าพาเหรดขึ้นราคา แต่รายได้ไม่งอกเงย หากไม่พิจารณาให้ดีเท่ากับไปเติมทุกข์ให้สาหัสกว่าเดิม !!!


