นักอนุรักษ์จีนผสานพลังชุมชน ปกป้องสัตว์ป่าในเคนยา

9

นักอนุรักษ์จีน “จั๋วเฉียง” หรือ “ซิมบา” ผนึกกำลังชุมชนมาไซ เดินหน้าปกป้องสัตว์ป่าในเคนยา ด้วยแนวคิดอนุรักษ์ควบคู่สร้างรายได้ เปลี่ยนชาวบ้านจากผู้ได้รับผลกระทบเป็นกำลังสำคัญพิทักษ์ผืนป่า จนพื้นที่ทุ่งหญ้าฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์และสัตว์ป่ามีพื้นที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น

ไนโรบี, 20 ส.ค. (ซินหัว) — ในทุกๆ เช้า “จั๋วเฉียง” นักอนุรักษ์ธรรมชาติชาวจีน เจ้าของฉายา “ซิมบา” จะออกลาดตระเวนร่วมกับเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลเขตอนุรักษ์โอลคินเยอิ (Ol Kinyei Conservancy) ในเขตอนุรักษ์แห่งชาติมาไซ มารา ในเคนยา โดยมุ่งมั่นทำตามพันธกิจในการสร้างการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างมนุษย์กับสัตว์ป่า

ในปี 2010 จั๋วละทิ้งสายงานเดิมในจีนขณะมีอายุได้ 37 ปี เพื่อก้าวสู่งานอนุรักษ์สัตว์ป่าในเคนยา โดยในขณะนั้นวงการนี้ได้รับอิทธิพลจากองค์กรตะวันตกและผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่นเป็นหลัก ถึงจั๋วจะไม่เคยผ่านการฝึกอบรมระดับมืออาชีพในด้านนี้มาก่อน แต่เขามุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าชาวจีนก็สามารถมีส่วนร่วมในงานอนุรักษ์ได้เช่นกัน

ในช่วงแรก เขามองงานอนุรักษ์ผ่านมุมมองทางวิทยาศาสตร์สัตว์ป่าเป็นหลัก ทั้งการลงพื้นที่สืบค้น การศึกษาวิจัยสัตว์ และการเก็บรวบรวมข้อมูล ทว่าการได้ใช้ชีวิตและทำงานร่วมกับชุมชนมาไซกลับเปลี่ยนมุมมองนั้นไป เมื่อเขาได้เห็นว่า ชะตากรรมของสัตว์ป่าผูกพันอย่างใกล้ชิดกับผู้คนที่อาศัยอยู่บนผืนดินเดียวกัน
การเลี้ยงสัตว์เป็นหัวใจสำคัญในการดำรงชีวิตของชุมชนปศุสัตว์ในมาไซ มารา จั๋วตระหนักดีว่า การขอให้คนท้องถิ่นหยุดต้อนสัตว์เลี้ยงไปเล็มหญ้าโดยไม่มีแหล่งรายได้อื่นทดแทน ย่อมทำให้งานอนุรักษ์ไม่อาจยั่งยืนได้ หลักการนี้จึงกลายเป็นรากฐานสำคัญในภารกิจการจัดตั้งเขตอนุรักษ์โอลคินเยอิ

พื้นที่ดังกล่าว เคยประสบภาวะการปล่อยสัตว์เลี้ยงเล็มหญ้าเกินควรอย่างต่อเนื่องและเกิดการเสื่อมโทรมของผืนดิน แต่การอนุรักษ์แบบใหม่นี้ ทำให้พื้นที่ทุ่งหญ้าของชุมชนท้องถิ่นถูกนำออกเช่า และค่อยๆ ฟื้นฟู ส่งผลให้พืชพรรณกลับมาอุดมสมบูรณ์ และกลายเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมยิ่งขึ้นสำหรับสัตว์ป่า

ครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับรายได้จากการให้เช่าพื้นที่ พร้อมโอกาสในการทำงาน เช่น เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าและบุคลากรด้านการท่องเที่ยว ส่งผลให้มีรายได้เฉลี่ยต่อปีเพิ่มขึ้นจากราว 500 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 17,500 บาท) เป็นราว 3,700 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 130,000 บาท) นอกจากนี้ ชาวบ้านบางส่วนจากชุมชนโดยรอบยังได้นำแนวทางนี้ไปปรับใช้ในพื้นที่เลี้ยงสัตว์ของตนเช่นกัน

ปัจจุบันมีการจัดตั้งเขตอนุรักษ์ของเอกชนจำนวน 26 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ราว 1,600 ตารางกิโลเมตร โดยรอบเขตอนุรักษ์ฯ จั๋วเชื่อว่าเครือข่ายเช่นนี้จะช่วยให้สัตว์ป่ามีพื้นที่ในการเคลื่อนย้ายและมีชีวิตรอดมากขึ้น ทั้งยังขยายขอบเขตการอนุรักษ์จากเพียงในเขตอนุรักษ์แห่งเดียวออกไปสู่ชุมชนโดยรอบ

ไซมอน มซาโก (Simon Msago) ผู้นำชุมชนมาไซกล่าวว่า งานของจั๋วช่วยกระตุ้นให้ชาวบ้านหันมามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์อย่างจริงจังมากขึ้น จากเดิมที่เคยมองไม่เห็นประโยชน์โดยตรงและขาดความเข้าใจถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ แต่ในปัจจุบัน สมาชิกในชุมชนต่างพร้อมใจกันเข้ามาทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งในการคุ้มครองพื้นที่อนุรักษ์โดยรอบมากยิ่งขึ้น

จั๋วยืนยันว่า ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าไม่อาจแก้ไขได้ด้วยการสั่งห้ามหรือข้อจำกัดเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องสร้างแหล่งรายได้ทางเลือก เพื่อให้ชาวบ้านได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม และก้าวเข้ามาเป็นผู้มีส่วนร่วมแทนที่จะเป็นเพียงผู้อยู่นอกวง

นอกจากนี้ เขายังทำงานเพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่าระหว่างจีนและแอฟริกา โดยได้เดินทางเยือนเขตอนุรักษ์ธรรมชาติและอุทยานแห่งชาติในจีนมาแล้วกว่า 30 แห่งเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ พร้อมชี้ให้เห็นว่าแนวทางการอนุรักษ์ของทั้งสองภูมิภาคต่างมีจุดแข็งเฉพาะตัวที่ต่างฝ่ายต่างสามารถเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้