คนในพื้นที่ฟันธงไฟใต้ยังโชน​ ธุรกิจสีเทาจับมือ ขรก.ที่ชั่ว-โลภ​ คอยเติมเชื้อ เมินชาวบ้าน ตาย-เจ็บ

129

เคยตั้งบอกกับตัวเองว่าจะไม่เขียนวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ 4 อำเภอของสงขลา ประกอบด้วย จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย เพราะเขียนถึงบ่อยมากและเป็นปัญหาเดิมๆ

ซึ่งเป็นเสียงสะท้อนของคนในพื้นที่ทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิม ที่ได้รับฟังมา ในฐานะที่ “จอมมารน้อย” มีถิ่นฐานเดิมเป็นคนในพื้นที่เช่นกัน เพื่อสื่อสารไปถึงรัฐบาลแต่ละชุด รวมถึงเผด็จทหารทั้งสองชุด ว่าไฟใต้ที่คุโชนมากว่า 20 ปี และไม่ส่อเค้าว่าจะสงบลง คนในพื้นที่เห็นตรงกันคือ ทหาร ฝ่ายปกครอง และตำรวจ เลี้ยงไข้ เพราะมีงบประมาณปีละนับหมื่นนับแสนล้านให้ถลุง สร้างความร่ำรวยให้กับข้าราชการหลายกลุ่มแบบพุงกางยิ่งส่องลึกไปตามพื้นที่จะพบว่ากลุ่มธุรกิจสีเทามีบทบาทสำคัญ ไม่อยากให้สถานการณ์สงบลง โดยมีข้าราชการที่ชั่ว โลภ ทั้งระดับสูง กลาง และล่าง คอยเอื้อประโยชน์ให้พวกธุรกิจสีเทาดำเนินธุรกิจได้อย่างรื่นไหล

หากจับไทม์ไลน์ของการก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่ จะพบว่าการก่อเหตุหลายครั้งวางไทม์ไลน์ไว้อย่างชัดเจน โดยมองได้ชัดว่าหลังเกิดเหตุจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาให้ข่าวถึงแผนประทุษกรรมอย่างละเอียด ทั้งผู้ลงมือ วันเวลา ที่ก่อเหตุ ฝีมือของกลุ่มไหน แต่ไม่เคยป้องกันอะไรได้เลย

เหตุการณ์ล่าสุดผ่านปีใหม่ 2569 ไปเพียงไม่กี่วัน คนร้ายก่อเหตุวางระเบิด วางเพลิง ปั๊มน้ำมัน ปตท. ร้านสะดวกซื้อ ในพื้นที่ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ถึง 11 จุด ถือว่าผู้วางแผนก่อเหตุได้มองไทม์ไลน์แล้วว่าจะต้องเป็นข่าวโด่งดังแน่นอน เพราะถ้าก่อเหตุก่อนหน้านี้ไม่สามารถยึดพื้นที่สื่อได้มาก เพราะมีทั้งข่าวน้ำท่วมหาดใหญ่ และข่าวสงครามไทยกับกัมพูชา กลบอย่างแน่นอน

หลังเกิดเหตุ บรรดานักวิชาการ นักการเมือง ต่างวิเคราะห์ในแนวเดียวกันว่าเป็นฝีมือกลุ่มก่อการร้าย โดยเฉพาะกลุ่มบีอาร์เอ็น ขณะที่ฝั่งข้าราชการยังไม่ฟันธงว่าเป็นฝีมือใคร แม้แต่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ยังไม่กล้าฟันธงว่าฝีมือใคร ทั้งที่หน้าที่หลักคือสืบหาข่าวด้านความมั่นคงแต่สำหรับคนในพื้นที่ไม่ได้ใส่ใจว่าเป็นฝีมือฝ่ายไหน เพราะไม่ได้มีข้อมูลทางการข่าวที่ลึกซึ้ง รู้แต่เพียงว่าเจ้าหน้าที่รัฐทุกหน่วย ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง หน่วยงานข่าวทุกหน่วยในพื้นที่ และผู้บริหารระดับสูงของกองทัพ ต่างรู้เห็นเป็นใจไม่อยากให้เหตุการณ์สงบ เพราะรับผลประโยชน์ทั้งในระบบและนอกระบบในระบบที่จับต้องได้ ประเภทเงินเดือน เบี้ยเลี้ยงบางหน่วยสูงกว่าเงินเดือน บางคนมีเพียงชื่อแต่ตัวอยู่นอกพื้นที่ และผลตอบแทนต่างๆ แม้เกษียณอายุแล้วยังได้รับไปจนกว่าจะตาย

นอกระบบส่วนใหญ่จะเป็นข้าราชการที่ประพฤติชั่วผสมกับความโลภ ทำหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกให้กลุ่มธุรกิจสีเทา มีนักการเมืองระดับท้องถิ่นและระดับประเทศเป็นเจ้าของ รวมถึงนายทุนธุรกิจสีเทาเป็นนายทุนใหญ่คอยสนับสนุนนักการเมืองทุกระดับ ธุรกิจที่ยอดฮิตประกอบด้วย น้ำมันเถื่อน สินค้าเถื่อนหลากหลายชนิด ยาเสพติด และอาวุธสงคราม เป็นต้น

อดีต สส. ในพื้นที่คนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า การอ้างกลุ่มก่อการร้ายเป็นแค่ฉากบังหน้า บางกลุ่มมีแค่ชื่อให้กลุ่มธุรกิจสีเทาไว้อ้างอิงเพื่อก่อเหตุ พร้อมให้ข้อสังเกตว่าหากเกิดเหตุใหญ่ๆ พร้อมกันในหลายพื้นที่ หรือเหตุวางระเบิดรางรถไฟ กลุ่มธุรกิจสีเทาจะใช้จังหวะที่เจ้าหน้าที่ไปดูที่เกิดเหตุ ลำเลียงสินค้าล็อตใหญ่เข้าไทยหรือส่งไปมาเลเซีย โดยเฉพาะยาเสพติดจะถูกลำเลียงไปมาเลเซียแบบล็อตใหญ่ๆ

ขณะที่อดีตตำรวจรับราชการในพื้นที่ 3 จังหวัด ตั้งแต่ยศพลตำรวจ และเกษียณอายุยศ พ.ต.ท. เล่าว่าไม่ค่อยกลัวกลุ่มก่อการร้าย เพราะมีแนวร่วมน้อย มีทั้งของจริงและของปลอม แต่ที่เหตุความไม่สงบเกิดขึ้นล้วนแต่มาจากข้าราชการหน่วยต่างๆ ที่มีผลประโยชน์ ไม่ได้เดินหน้าแก้ปัญหาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะทหารทั้งระดับกองทัพภาคและระดับสูงขึ้นไป ถ้าทหารต้องการให้สงบจริงสามารถทำได้ เพราะมีอำนาจทุกอย่างอยู่ในมือ ตัวอย่างปล้นปืนในค่ายปิเหล็ง อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ได้ปืนไป 400 กระบอก เมื่อปี 2547

“ถ้ามองในเชิงยุทธศาสตร์ถือว่าทหารล้มเหลวมาก ปล่อยให้โจรเข้าปล้นถึงในค่าย หมิ่นเกียรติและศักดิ์ศรีของทหารอย่างรุนแรง ระดับแม่ทัพภาคและ ผบ.ทบ. จะต้องถูกเด้งพร้อมตั้งกรรมการสอบสวนเอาผิด แต่รัฐบาลยุคนั้นไม่กล้าแตะหรือลงโทษนายทหารระดับสูงแต่อย่างใด” อดีตตำรวจระบุ และว่า ขอให้ชาวบ้านอยู่กันแบบทำใจ อย่าไปคาดหวังว่าเหตุความสงบในพื้นที่ 3 จังหวัด และ 4 อำเภอของสงขลาจะบังเกิด ถ้าตราบใดที่ทหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงยังอยากแสวงประโยชน์จากงบประมาณที่ถมลงไปปีละนับหมื่นล้านบาท

จากเสียงสะท้อนนี้พออนุมานได้ว่าชาวบ้านในพื้นที่ ยะลา นราธิวาส ปัตตานี และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา คงต้องอยู่แบบขวัญผวาไปเรื่อยๆ บางคนถ้าโชคร้ายจะกลายเป็นเหยื่อให้กับเหตุความไม่สงบ ทั้งเจ็บและตาย เว้นแต่ถ้าได้รัฐบาลชุดใหม่ที่นายกรัฐมนตรีมีภาวะผู้นำ กล้าที่จะสั่งให้ผู้นำเหล่าทัพโชว์กึ๋นแก้ปัญหาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ไม่ลูบหน้าปะจมูก กล้าที่จะลุยกับธุรกิจสีเทาทุกชนิด ความสงบคงจะบังเกิดได้อย่างแน่นอน!!!