นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ค ‘Thirachai Phuvanatnaranubala‘ กล่าวให้ความเห็นถึงการที่รัฐบาล คสช. ควรจะต้องปรับความเข้าใจ แง่มุมของการใช้ประโยชน์จากนักธุรกิจ โดยระบุว่า ที่ผ่านมา รัฐบาล คสช. เป็นรัฐบาลแรกที่นำเอานายทุนระดับชาติ หรือทายาทลูกหลาน เข้ามามีบทบาทช่วยขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ อย่างเปิดเผยอย่างไม่เกรงข้อครหา ประโยชน์ทับซ้อน นโยบายนี้ ยึดหลักคิดที่ว่า เศรษฐีและเจ้าสัวนายทุน มีฐานะร่ำรวยแล้ว มีพอเพียงแล้ว จึงหวังได้ว่า จะยินดีเข้ามาทำงานช่วยผู้ด้อยโอกาส จะยินดีช่วยงานรัฐบาล เพื่อส่วนรวม และล่าสุด รัฐบาล คสช. ฝากความหวัง ลามไปถึงนายทุนเจ้าสัวระดับชาติด้วยแล้ว

นายธีระชัย กล่าวต่อไปว่า ตามข่าวใน มติชนออนไลน์ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว แจ๊ค หม่า ไม่ได้มุ่งหวังเรื่องของเศรษฐกิจ เพราะเขามีเพียงพอแล้ว แต่มุ่งหวังที่จะมาช่วยผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกรรายย่อย ในทางธรรมชาติมนุษย์นั้น นักธุรกิจที่ร่ำรวย ถึงแม้จะมีการใช้เงินเพื่อโครงการสังคม ที่นิยมเรียกกันว่า โครงการ Corporate Social Responsibility ซึ่งช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสบางกลุ่มบางราย ที่มีลักษณะและเนื้อหา เป็นสังคมสงเคราะห์อย่างหนึ่ง เป็นการกุศลอย่างหนึ่ง นั้น แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องเกิด หลังจากธุรกิจต้องมีกำไรเป็นกอบเป็นกำก่อน จึงจะแบ่งสันปันส่วนหนึ่งเพื่อการนี้ การที่นักธุรกิจที่ร่ำรวย จะหยุดคิดถึงธุรกิจ เพื่อใช้ความคิดหาทางช่วยรัฐบาล ในการพัฒนาประเทศ นับเป็นเรื่องที่ยากสำหรับนักธุรกิจใหญ่นั้น แม้จะขอเวลานัดหมายพบตัว ก็ยากเย็นเต็มที เพราะเวลาเป็นเงินเป็นทองไปหมด ดังนั้น แนวทางให้นักธุรกิจนายทุนระดับชาติ มีส่วนช่วยเหลือรากหญ้าที่จะได้ผลอย่างแท้จริงนั้น   คือต้องเน้นกลไกที่ใช้ประโยชน์จากธุรกิจของเขา ในกระบวนการช่วยเหลือรากหญ้า เช่น ในเรื่องการค้าขายทางออนไลน์ (อี-คอมเมิร์ซ) ก็ใช้แพลตฟอร์มของอาลีบาบานี่แหละ ใช้ให้เป็นหลัก เพราะชาวบ้านคนจีนผู้ซื้อสินค้าหลายร้อยล้านคน คุ้นเคยอยู่แล้ว

นายธีระชัย กล่าวด้วยว่า อาลีบาบาทำธุรกิจเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ ที่ไม่มีตัวตน มีอยู่แต่ออนไลน์ ทุกวันมีคนนับหมื่นนับแสน เสนอขายสินค้าต่างๆ สารพัด ให้แก่ชาวจีนผู้ชอบการซื้อออนไลน์ แต่ละวันหลายร้อยล้านหยวน ทุกวัน รัฐบาลไทยจึงควรจะตั้งคำถามว่า ทำอย่างไร ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) คนไทย จึงจะสามารถเสนอขายสินค้าแก่ชาวจีน เคียงบ่าเคียงไหล่ กับผู้ขายสินค้าชาวจีนนับหมื่นนับแสนรายได้ ทำให้ผู้ซื้อชาวจีน สามารถซื้อสินค้าจากผู้ขายคนไทย สะดวกเหมือนซื้อจากคนจีนได้ ในเรื่องนี้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ระบบการชำระเงิน เพราะอาลีเพย์ ได้เปิดบัญชีกับแบงค์จีนที่มีสาขาในไทยไว้เรียบร้อยแล้ว ผู้ขายคนไทยจะได้รับเงินผ่านสาขาในไทยอย่างง่ายดาย และถ้าอยู่นอกกรุงเทพ ก็สามารถใช้สาขาแบงค์ไทย ประสานกับสาขาแบงค์จีนได้สะดวกอยู่แล้ว ในเรื่องนี้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ระบบการขนส่ง เพราะมีบริษัทโลจิสติกในไทยที่พร้อมจะนำส่งสินค้าอย่างรวดเร็ว แม้แต่ไปรษณีย์ของไทย ก็ให้บริการได้สะดวกอยู่แล้ว

“ปัญหาอยู่ที่ผู้ขายคนไทย ต้องติดต่อด้วยภาษาจีน ถึงแม้อาลีบาบามีเพจที่ใช้ภาษาอังกฤษ แต่เป็นส่วนน้อย ผู้ซื้อชาวบ้านเกือบทั้งหมด อ่านแต่ภาษาจีน ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรจะดำเนินการ คือสนับสนุนบริษัทเอกชนคนไทย ที่ชำนาญภาษาจีน เพื่อจะทำหน้าที่เป็นผู้ขาย หรือจับมือกับสมาคมชาวจีน เพื่อให้บริการแปลภาษาแบบทันที ทำให้ผู้ซื้อชาวบ้านคนจีน มีความรู้สึกในการซื้อสินค้าจากผู้ขายคนไทย ไม่ต่างจากผู้ขายในจีน วิธีนี้ น่าจะเปิดโอกาสให้แก่ เอสเอ็มอี ไทย อย่างทั่วหน้า มากกว่าการที่รัฐบาลจะไปอาศัยให้นายแจ๊ก หม่า เป็นผู้นำข้าวไทยไปขาย บนเว็บไซต์ของอาลีบาบา … ซึ่งผลประโยชน์มีแต่จะกระจุกตัวอยู่แต่ในพุงของนายแจ๊ก หม่า”

[fb_pe url=”https://www.facebook.com/thirachai.phuvanatnaranubala/posts/1967905796576549″ bottom=”30″]