ชีวิตของ ‘ลุงพล’ กับอนาคตของ ‘ประชาชน’ อะไรสำคัญกว่ากัน ?

ภาษีทุกบาททุกสตางค์ที่เราจ่ายไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมผ่านการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน การทำธุรการธุรกรรมอะไรต่าง ๆ เงินเล็ก ๆ น้อย ๆ จากตัวเราคนเล็ก ๆ หนึ่งคนกำลังถูกส่งไปให้รัฐบาลทำหน้าที่บริหารเงินก้อนนี้ ว่าจะเอาไปทำอะไรบ้าง สิ่งที่เราพึงตั้งคำถามและภาวนาได้ คือ เงินดังกล่าวจะทำให้คุณภาพชีวิตของเรา ๆ ดีขึ้น ช่วยพยุงเราไม่ให้ “ตายทั้งเป็น” จากวิกฤติและการบริหารที่บางคนตั้งคำถามว่า ผิดทิศผิดทาง เชื่องช้า หรือดราม่าอะไรนานับประการตั้งแต่พวกเราทนอยู่กับวิกฤตินี้มาปีกว่า ๆ

แต่คำถามดัง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ท่ามกลางบรรยากาศช่วงที่ผ่านมาที่รัฐสภากำลังมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 3.1 ล้านล้านบาท อนาคตและชีวิตของเราที่ฝากไว้ให้รัฐดูแลความปลอดภัยภายใต้งบก้อนนี้ บวกกับเงินกู้ ว่าจะยกระดับคุณภาพชีวิต และทิศทางของประเทศกำลังจะถูกพัฒนาหรือทุ่มเงินไปที่ไหนจัดการอย่างไรบ้าง เผอิญก็มี “ข่าวข่าวนึง” ซึ่งอยู่ในความสนใจของประชาชนส่วนนึงและ “เป็นผลพวง” จากการที่มี lnjv บางสำนักเฝ้าเกาะติดจนเสมือนเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่มีความสำคัญยิ่ง นั่นคือความสงสัยในการเสียชีวิตของ “น้องชมพู่” ที่สปอร์ตไลท์ส่องไปที่หมู่บ้านกกกอก ตำบลกกตูม อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร  เหตุการณ์ผ่านมาเป็นปี แต่คดีดันมี “จังหวะ” พอเหมาะกับช่วงอภิปรายงบประมาณจากภาษีประชาชน

คำถามสำคัญจริง ๆ ไม่ได้อยู่ที่ “จังหวะ” ของการดำเนินคดี “ลุงพล” ผู้ต้องสงสัยในคดีนี้ จนกระทั่งมีสื่อไปถาม ผบ.ตร. ว่า การออกหมายจับ “ลุงพล” ครั้งนี้ หวังกลบกระแสข่าวความร้อนแรงในสภาฯ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข กล่าวว่า ต้องถามคนโยงข่าวนี้ว่าไปเอาความคิดมาจากไหน ? ซึ่งคำถามสำคัญที่ควรจะมุ่งโฟกัสไป คือ “ข่าวนี้” ให้อะไรแก่คนดูบ้าง ? คงจะทำให้พวกเราทุกคนมานั่งไตร่ตรองกันดี ๆ ว่า โอเค การนำเสนอข่าวข้อเท็จจริงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง การแกะรอย ความสามารถเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยควรได้รับความชื่นชมในการคลี่ปริศนาที่คาใจกันมานับปี แต่สิ่งที่สังคมบางส่วนอาจหลงลืมไปว่า อะไรคือ “เพดานที่เหมาะสม” ในการนำเสนอเรื่องราวข้อเท็จจริง และ มีผู้พยายามหาเครื่องเคียงข่าวจนมากกว่าข่าว ให้คนเฝ้าติดหน้าจอ ที่ผ่านมาเครดิตของสื่อไทยจึง “เสียหายไม่น้อย” จากกรณีนี้

มีเพียงไม่กี่สำนักสื่อไปเฝ้าชนิดที่ว่า “วันนี้ลุงพลรับประทานอะไร” วันนี้รับงานที่ไหน มีผู้จัดการส่วนตัว มีการเดินแบบ เล่นเอ็มวี มิวสิควิดิโอ ตามติดนิสัยใจคอ จากเหตุแห่งคดีที่จะมุ่ง กลับกลายเป็นพุ่งไปอีกทิศ ชนิดที่เรียกได้ว่า “เป๋” โซซัดโซเซ สาละวนอะไรกับเรื่องพรรค์นี้อยู่แรมปี ทำให้ “สื่อ” จึงถูกเหมารวมไปโดยปริยายว่าไปสร้างไอดอล จากคดีการเสียชีวิตที่มีปริศนาต้องแกะรอยว่า ใครทำให้น้องต้องถึงแก่ชีวิต สู่การสร้างไอดอล(ทิพย์) แห่งยุค

แต่ถึงกระนั้นเรื่องทำนองนี้จะว่าไปแล้ว “ตบมือข้างเดียว” มันก็ “ดัง”ไม่ได้ ปัจจัยหลาย ๆ อย่างล้วนก่อกำเนิดหนทางจาก “คดีน้องชมพู่” สู่ “การปั้นลุงพล” ก็มีอิทธิพลของผู้ชมและมี “คนเสพ” เนื้อหาจำพวกนี้จึงทำให้มี “คนค้า” และหาทางแสวงกำไร เกาะกระแส ไปถึงขั้นที่ว่า ครั้งหนึ่งมีทัศนศึกษาของโรงเรียนแห่งหนึ่ง แวะมาจอดรถทัวร์เพื่อพาเด็กเยี่ยมชม “บ้านลุงพล” แต่อย่างไรก็ตามท่ามกลางกระแสอะไรทำนองนี้ ยังมีประชาชนอีกจำนวนมาก “ตั้งคำถาม” ถึงการทำหน้าที่ รวมถึงเตือนสติเพื่อนร่วมประเทศด้วยกันเองว่าอะไรคือ “ความเหมาะสม”

ย้อนไปที่การอภิปรายที่ผ่านมามีการแสดง “ข้อมูลตัวเลขที่น่าสนใจ” จำนวนมาก ทั้งจากงบกองทัพปี 65 ภาพรวมปรับลดงบประมาณลง ดูเหมือนจะดี แต่ในรายละเอียดอย่าง กองทัพบกโครงการเสริมสร้าง จัดหายุทโธปกรณ์ ปี 64 มีงบอยู่ที่ 3,132 ล้านบาท พอมาปี 65 กลับงอกเพิ่มขึ้นมา 1,805 ล้านบาท เป็น 4,937 ล้านบาท  กองทัพเรือ ภาพรวมในปี 65 ปรับลดลง 1,130 ล้านบาท แต่พอเจาะเข้าไปดูโครงการเสริมสร้าง จัดหายุทโธปกรณ์ ก็มีพฤติกรรมเดียวกัน ปี 64 มีงบอยู่ที่ 533 ล้านบาท พอมาปี 65 ถูกปรับเพิ่มขึ้น 873 ล้านบาท งอกมาเป็น 1,406 ล้านบาท ซึ่งงบประมาณเสริมสร้างและจัดหายุทโธปกรณ์ที่เพิ่มขึ้น ของกองทัพบก และกองทัพเรือ เมื่อรวมกันแล้ว เพิ่มขึ้นถึง 2,678 ล้านบาท (ข้อมูลจากสไลด์พรรคฝ่ายค้านที่นำเสนอในสภา) จะเห็นว่าต่อให้ไม่ต้องมี “ข่าวลุงพล” ไม่ต้องมี “คดีน้องชมพู่” อยู่ในสมการพื้นที่ตรงนี้ สิ่งที่ประชาชนควรโฟกัสให้ชัด คืออะไรกันแน่ ?

ท่ามกลางวิกฤติ ท่ามกลางคนที่กำลังอดตาย ธุรกิจท่องเที่ยว ร้านอาหาร ฟรีแลนซ์ และอีกหลายอาชีพที่รัฐสั่งให้ไม่ต้องทำงาน แต่การเยียวยาอาจเดินทางไปไม่ถึงพวกเขาเหล่านั้น กำลังเกิดขึ้นอยู่ มีคนกำลังจะอดตาย ซวยซ้ำซวยซ้อน ตายแล้วตายอีกจากวิกฤติการวิสัยทัศน์ของการบริหาร น่าเศร้าใจมากกว่าที่หลายคนยังมองไม่เห็น จนกว่าวิกฤติแบบนี้จะเข้ามาจวนตัวเองก่อนกระมัง ?

หากพวกเราได้สนใจ และ ส่งเสียงไปให้มากที่สุดเพื่อ รัฐบาล นำเอาเงินที่ควรจ่ายไปซื้อวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ ไปจ้างงานคนที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก ไปสนับสนุนให้เกิดอาชีพ เพื่อไม่ให้มีคนต้องตายจาก “นโยบายที่ผิดพลาด” หรือช้า กลับกลายเป็นว่า ยังคงมีนโยบาย “ชิงโชค” จะเฟส3 เฟสไหน นโยบายใหม่ก็ยังต้องมานั่งลงทะเบียน เพื่อเอาการดูแลที่มาจากภาษีพวกเราเองอยู่ เรื่องราวแบบนี้ยิ่งน่าอดสูยิ่งกว่าข่าวอาชญากรรมไหน ๆ บนโลกอีกครับ ท่านผู้ชม!