เมื่อเวลา 12.40 น. วันที่ 22 มีนาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) ในฐานะโฆษก บช.น. แถลงสรุปภาพรวมเหตุชุมนุม เมื่อ 20 มีนาคมที่ผ่านมาอีกครั้ง ว่า วันดังกล่าว ได้มีกลุ่มผู้ชุมนุมรวมตัวกันเคลื่อนขบวนไปยังท้องสนามหลวง ในขณะนั้น พ.ต.อ.สนอง แสงมณี ผกก.สน.ชนะสงคราม ได้ประกาศเตือนว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ให้ยุติการชุมนุม แต่ทางผู้ชุมนุมไม่เชื่อฟัง ได้ผลักดันเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเคลื่อนเข้าไปยังท้องสนามหลวง จากนั้นผู้ชุมนุมได้รื้อถอนแนวรั้วลวดหนามที่จัดทำไว้เพื่อแสดงให้เห็นว่า เป็นบริเวณพื้นที่ต้องห้าม เมื่อรื้อถอนรั้วลวดหนามแล้วได้พยายามทำร้ายตำรวจที่รักษาการณ์อยู่บริเวณดังกล่าว ทุบทำลายสิ่งของของทางราชการไม่ว่าจะเป็นกล้องวงจรปิด ขว้างปาสิ่งของ ใช้ไม้และเหล็กทำร้ายตำรวจ
นอกจากนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมยังได้รื้อถอนตู้คอนเนอร์ออกจากแนวเขตหวงห้ามที่ตำรวจตั้งไว้ ตำรวจจึงได้ประกาศเตือนให้หยุดการกระทำเป็นระยะๆ แต่ผู้ชุมนุมไม่ได้สนใจ กลับขว้างก้อนหิน ขว้างระเบิดเพลิง โยนไปป์บอมบ์ใส่ตำรวจที่รักษาการอยู่บริเวณดังกล่าว กระทั่งเวลา 19.00 น. ผู้ชุมนุมได้รื้อตู้คอนเทนเนอร์อีก 1 ตู้ และระดมปาวัตถุระเบิดเพลิง ไปป์บอมบ์ใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจและพยายามฝ่าฝืนเข้าไปในพื้นที่สำคัญ และเป็นสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนชาวไทย ไม่ว่าจะเป็นศาลหลักเมือง วัดพระแก้ว กระทรวงกลาโหม และสถานที่อื่นๆ ในบริเวณดังกล่าว ทำให้ตำรวจต้องปฏิบัติการฉีดน้ำเตือน แต่ผู้ชุมนุมยังไม่หยุดการกระทำ กลับละเมิดกฎหมายหลายมาตรา ตำรวจจึงมีความจำเป็นต้องควบคุมสถานการณ์ จากการปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้ ทำให้ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 50 นาย ต้องพักรักษาตัวอยู่ที่ รพ. 11 ราย มีรายที่เจ็บหนักสุด คือ กระโหลกศีรษะแตก
พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า ผลของการเข้าบังคับใช้กฎหมายสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 20 ราย ล่าสุดเช้าวันนี้ ได้แยกผู้ต้องหาที่เป็นผู้ใหญ่ ส่งฝากขังศาลอาญา รัชดา ส่วนผู้กระทำผิดที่เป็นเยาวชน ได้ทำตามสนธิสัญญาเจนีวา ว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก ได้ใช้สหวิชาชีพทำการสอบสวน ภายใต้การดูแลของผู้ปกครองหรือคนที่เด็กไว้วางใจ และนำตัวส่งศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง และทางศาลได้ให้ประกันตัวเรียบร้อยแล้ว
กรณีมีการบังคับใช้กฎหมายจับกุมกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ บริเวณสะพานวันชาติ และแยกคอกวัว ตำรวจได้ติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุเข้าไปในซอยหนึ่ง ใกล้กับสะพานวันชาติ ทำให้ผู้สื่อข่าวช่อง 8 ได้วิ่งเข้าไปทำข่าวในซอยดังกล่าว ขณะที่ตำรวจกำลังวิ่งติดตามไป ได้ส่งสัญญาณว่าจะใช้กระสุนยาง ผู้สื่อข่าวได้ก้มลงหลบกระสุนยาง เป็นเหตุให้กระสุนพลาดไปถูกบริเวณศีรษะ ขณะนี้ได้พักรักษาตัวอยู่ที่ รพ.เกษมราษฎร์ ประชาชื่น จากกรณีดังกล่าว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอแสดงความเสียใจกับผู้สื่อข่าว ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการมายัง พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้ดูแลคนเจ็บทุกราย พร้อมกำชับการปฏิบัติของตำรวจให้เป็นไปตามยุทธวิธีสากล
พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังเป็นที่น่าปลาบปลื้มใจอย่างยิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับคนเจ็บ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ผู้สื่อข่าว และประชาชนที่โดนลูกหลง จากการเข้าจับกุมผู้ก่อเหตุวุ่นวาย เมื่อวันที่ 20 มีนาคม เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ นำมาซึ่งความปลาบปลื้มปิติอย่างหาที่สุดมิได้
เมื่อถามว่า ตำรวจได้มีการแจ้งเตือนผู้สื่อข่าวที่ได้รับลูกหลงจากกระสุนยางหรือไม่
พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า ทางยุทธวิธีแจ้งให้เตรียม ผู้สื่อข่าวคงจะทราบและก้มลง ซึ่งตามหลักสากลกระสุนยางเราจะยิงในพื้นที่ส่วนหนาของร่างกาย ระดับอกลงมาถึงบริเวณส่วนล่างของร่างกาย ซึ่งกรณีนี้นักข่าว คงได้ยินคำว่าเตรียม เลยก้มลงหลบ เป็นเหตุให้ศีรษะต่ำลงมา กระสุนยางจึงพลาดไปโดนศีรษะ
และเมื่อถามต่อว่า เวลานั้นเหตุใดตำรวจไม่สามารถแยะแยะได้ว่า ใครเป็นสื่อข่าว
รอง ผบช.น. กล่าวว่า เนื่องจากตั้งแต่แยกคอกวัว ถึงสะพานวันชาติ ชุลมุนมาก เพราะคนร้ายใช้รถจักรยานยนต์ และเดินเท้าด้วย
ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. กล่าวเสริมประเด็นดังกล่าว ว่า นับตั้งแต่ ผกก.สน.ชนะสงคราม ประกาศแจ้งเตือนหลายครั้งให้ผู้ชุมนุมและผู้สื่อข่าวออกจากพื้นที่ จากนั้นจึงได้เริ่มปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายตามขั้นตอน เป็นมาตรฐานสากล เริ่มตั้งแต่ฉีดน้ำ เข้าจับกุมตามหลักยุทธวิธี ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้สื่อข่าวนั้น ได้มีการประกาศแจ้งเตือนเป็นระยะๆ ให้ออกจากพื้นที่ปฏิบัติการ ตนอยู่ในเหตุการณ์ด้วย ซึ่งสื่อไทย สื่อต่างประเทศ ที่อยู่ในพื้นที่ ได้รับทราบแนวปฏิบัติหน้าที่อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจยืนยันว่า ทำหน้าที่ตามกรอบกฎหมาย ตามกฎการใช้กำลังจากเบาไปหาหนัก เป็นมาตรการที่ไม่เป็นอันตรายต่อชีวิต จึงอยากฝากสื่อมวลชนที่ลงไปปฏิบัติหน้าที่ว่า ท่านต้องปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมถึงต้องหาเครื่องไม้เครื่องมือไว้ป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้
และเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า สาเหตุที่ตำรวจใช้กระสุนยางเกิดจากกลุ่มผู้ชุมนุมก่อความรุนแรงหรือไม่
พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า บริเวณแยกคอกวัวมีการใช้รถจักรยานยนต์ พร้อมอาวุธต่างๆ จุดระเบิดเพลิง เผาทรัพย์สินของทางราชการ ซึ่งเป็นอันตราย หากตำรวจไม่ใช้การปฏิบัติแบบฉับพลันอาจเกิดอันตรายต่อเจ้าหน้าที่ กรณีที่ไปโดนนักข่าว โอกาสพลาดอาจจะเกิดขึ้นได้ พอเราสั่งเตรียมน้องคงก้มลง อย่างไรก็ตามในอนาคตทาง กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) อาจจะมีการพิจารณาจัดฝึกอบรมให้ความรู้กับผู้สื่อข่าว เกี่ยวกับการใช้สัญลักษณ์ของตำรวจ ระหว่างการปฏิบัติกของเจ้าหน้าที่ในการชุมนุมด้วย
ผบ.ตร. ขอโทษผู้ชุมนุมตำรวจทำรุนแรงไปบ้าง แต่ขอดูในภาพรวมจะเข้าใจสถานการณ์
ขณะที่ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เปิดเผยถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจสลายการชุมนุม็อบ REDEM ที่ท้องสนามหลวง และมีการปะทะกันระหว่างตำรวจและผู้ชุมนุม ส่งผลให้มีตำรวจผู้ชุมนุมและสื่อมวลชนผู้ได้รับบาดเจ็บ เมื่อวันที่ 20 มีนาคม ที่ผ่านมานั้น ได้มีการตักเตือนแบบให้ปรับวิธีปฏิบัติกับหน่วยผู้ปฏิบัติ เพราะไม่อยากให้เกิดความรุนแรงเช่นนั้นอีก พร้อมกับขอโทษผู้ชุมนุมที่ตำรวจทำรุนแรงไปบ้าง แต่ถ้าหากดูในภาพรวมก็จะเข้าใจว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ก็ไม่ได้ปกป้องว่าตำรวจไม่ผิด จึงขอให้ผู้ชุมนุมอย่าใช้ความรุนแรงอีก

