นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศกระทรวงพาณิชย์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้ช่วงเดือนม.ค.-ก.ย. 2563 หลายประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ฮ่องกง ตุรกี อินโดนีเซียและเปรูเริ่มสำรองและเพิ่มการนำเข้าสินค้าอุปกรณ์ทางการแพทย์โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเข็มหลอดฉีดสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นต่อทางสาธารณสุขและจากวิกฤติโควิด-19 ทำให้ทุกฝ่ายเร่งหามาตรการเพื่อบรรเทาและหยุดผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยประเทศสมาชิกอาเซียนร่วม ลงนาม “บันทึกความเข้าใจของอาเซียนว่าด้วยการดำเนินการมาตรการที่มิใช่ภาษีสำหรับสินค้าจำเป็นภายใต้แผนปฏิบัติการฮานอยว่าด้วยการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตของอาเซียนให้เข้มแข็งในการตอบสนองต่อการระบาดใหญ่ของโควิด-19 มีผลให้การค้าสินค้าที่จำเป็นต้องใช้ต่อสู้โควิด-19 ครอบคลุมยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ระหว่างสมาชิกอาเซียนมีความสะดวกยิ่งขึ้นโดยจะหลีกเลี่ยงการออกมาตรการต่างๆที่ไม่จำเป็นและที่อาจเป็นอุปสรรคทางการค้าเป็นเวลา 2 ปี
นอกจากนั้นองค์การการค้าโลกร่วมกับองค์การอนามัยโลกออกแถลงการณ์ร่วมเรียกร้องให้สมาชิกWTO 164 ประเทศ พิจารณาเปิดตลาดสินค้าเครื่องมือแพทย์รวมทั้งลดการใช้มาตรการที่จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตโดยปัจจุบันสมาชิก WTO เก็บภาษีนำเข้าสินค้าเครื่องมือทางการแพทย์ในอัตราภาษีเฉลี่ยร้อยละ 3.4
จากปัจจัยดังกล่าว ทำให้แนวโน้มการส่งออกสินค้าอุปกรณ์ทางการแพทย์ของไทยเพิ่มขึ้นจึงเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยเร่งยกระดับพัฒนาสินค้าและปรับแผนกำลังการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศรวมทั้งใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ขยายการส่งออกปัจจุบันประเทศคู่เอฟทีเอของไทย18 ประเทศ และในช่วง ม.ค.-ก.ย. 2563 ไทยส่งออกสินค้าอุปกรณ์ทางการแพทย์มูลค่ารวม 551 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนตลาดส่งออกสำคัญอาทิ ญี่ปุ่น 168 ล้านเหรียญสหรัฐขยายตัวร้อยละ 8 สหรัฐอเมริกา 122 ล้านเหรียญสหรัฐขยายตัวร้อยละ 11และสหภาพยุโรป (เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี) 116 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 9

