วันนี้ 21 ตุลาคม 2563 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กองอำนวยการร่วมแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง (กอร.ฉ.) พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(โฆษก ตร.) พร้อมด้วยพล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษก ตร. และพ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. ร่วมกันแถลงสรุปภาพรวมสถานการณ์การชุมนุมและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่

พล.ต.ต.ยิ่งยศ กล่าวว่า เรามีการดำเนินการให้เกิดความสมดุลในการบังคับใช้กฎหมาย การรักษาความสงบของสังคมและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน ไม่ว่ามวลชนจะฝ่ายไหนก็ตาม เรามีหน้าที่ในการควบคุมให้เกิดความสมดุลทั้งสามด้าน ส่วนกรณีที่จะมีเหตุความรุนแรงเกิดขึ้นในอนาคต ทางเจ้าหน้าที่ก็จะมีการปรับไปตามสถานการณ์ โดยเรื่องนี้ ผบ.ตร.ได้มีการทบทวนวิธีการปฏิบัติให้มีการสอดคล้องกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการดูความเคลื่อนไหวของมวลชนอยู่แล้ว เนื่องจากมีการประชุมตลอดเวลา ไม่ว่าสถานการณ์ไปในทิศทางใด ตร.ก็พร้อมปฏิบัติ

สำหรับกรณีที่ มีคนดังต่างๆ ออกมาโพสต์ข้อความที่มีความเห็นต่าง อย่างเช่นคุณปารีณา ออกมาเชิญชวน ถือว่าเป็นการปลุกระดมในการชุมนุมขัดต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯหรือไม่นั้น ต้องดูในรายละเอียดเนื้อหาในแต่ละกลุ่มที่เชิญชวนสุ่มเสี่ยงว่าเป็นความผิด ยืนยันว่าทาง กอร.ฉ.จะต้องดำเนินการตามกฎหมายอยู่แล้ว เพราะทางเจ้าหน้าที่มีความเป็นห่วงในทุกเรื่องแม้ว่าจะชนม็อบหรือไม่ชนม็อบ ถ้าสถานการณ์พัฒนาไปในทิศทางไหน ซึ่งตร.มีหน่วยร่วมปฏิบัติที่พร้อมที่จะเข้าแก้ไขในทุกเรื่องอยู่แล้ว

ส่วน กอร.ฉ.ว่าได้มีการคุยกันหรือไม่ว่าสถานการณ์ปัจจุบันนี้จำเป็นต้องมีพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หรือยกเลิกเพื่อลดความรุนแรงลดความกดดัน หรือไม่ .? ต้องพิจารณาเรื่อง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เป็นเรื่องของทางรัฐบาล การพิจารณาในภาพรวมมีหลายมิติทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เราหน่วย กอร.ฉ เป็นหน่วยปฏิบัติ ถ้าจะมีการยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนเราจะต้องได้รับคำสั่งจากทางรัฐบาล

ด้าน พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า เมื่อวานนี้ในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) ได้มีการชุมนุมในพื้นที่ต่างๆ จุดสำคัญ บริเวณเดอะมอลล์บางแค และเซ็นทรัลปิ่นเกล้า นอกจากนี้ยังมีจุดอื่นๆ ที่มีการชุมนุมแต่จำนวนไม่มากนัก เช่น เดอะมอลล์บางกะปิ, ห้างน้อมจิต, บีทีเอสห้าแยกลาดพร้าว, แยกสาธุประดิษฐ์, บีทีเอสบางนา, แยกอุดมสุข และบีทีเอสรัชโยธิน ซึ่งการดำเนินการได้ให้ผู้กำกับการ หัวหน้าสถานี และผู้บังคับการพื้นที่เป็นผู้บริหารจัดการสถานการณ์ ทั้งนี้บช.น.ได้จัดกำลังพลเสริมไว้สำหรับสนับสนุนการปฏิบัติของสน.และบก.พื้นที่ไว้เรียบร้อย

พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวอีกว่า สำหรับการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการชุมนุมที่ผ่านมา ได้มีการพยายามกระทำโดยการแจ้งข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จหรือเฟคนิวส์ ให้ประชาชนหลงเชื่อว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือตำรวจตระเวนชายแดนเข้าไปอยู่ในม็อบและก่อความไม่สงบ วุ่นวาย ในส่วนนี้ทางบช.น.ได้มีการแจ้งความร้องทุกข์ โดยสน.บางนาได้ควบคุมตัวนายประวิทย์ สมรัตน์ ผู้ต้องหาที่ปรากฏในภาพมาดำเนินคดี ส่งฟ้องยังศาลอาญาพระโขนง ซึ่งได้มีคำพิพากษาให้รอการกำหนดโทษไว้ 2 ปี คุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในเวลา 2 เดือน บริการสังคม 30 ชั่วโมง หลังจากนั้นให้มารายงานตัว 3 เดือนต่อครั้ง จนครบเวลากำหนดโทษ

พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวต่อว่า อีกกรณีทางพ.ต.อ.สมยศ อุดมรักษาทรัพย์ ผกก.สน.หลักสอง ได้แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับนางญาศิภัสมณี เรืองศิริสกุล ในข้อหาฝ่าฝืนประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ฉบับที่ 4 เรื่องการห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุม และบุคคลตามที่ปรากฎตามภาพไว้เรียยบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการสอบสวนดำเนินคดี นอกจากนี้การดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค. 63 ทางบช.น.ได้จับกุมแล้วทั้งหมด 77 ราย เป็นการจับกุมตามหมายจับ 22 ราย ตามพ.ร.ก. 54 ราย และขัดคำสั่งเจ้าพนักงานอีก 1 ราย

พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวถึงกรณีการตรวจสอบโรงงานผลิตหมวกนิรภัย จากการตรวจสอบในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลยังไม่มีการจับกุม คาดว่าจะเป็นเฟคนิวส์ ซึ่งจะส่งเรื่องให้บก.ปอท.ตรวจสอบดำเนินการตามกระบวนการต่อไป หากมีการตรวจสอบหรือจับกุมจะเป็นการจับกุมหมวกกันน็อคที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งเป็นไปตามหน้าที่ปกติของตำรวจที่ต้องดำเนินการอยู่แล้ว

ด้าน พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ กล่าวว่า ช่วงนี้สถานการณ์สื่อสังคมออนไลน์มีการพยายามสร้างสถานการณ์ให้ประชาชนและผู้ชุมนุมเกิดความหวาดกลัว มีการบิดเบือน นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ เช่น บอกว่า หากมีการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่รัฐจะมีการใช้อาวุธปืนใช้กระสุนจริงยิงเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งในความเป็นจริงกอร.ฉ.ไม่มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ใช้กระสุนจริงกับผู้ชุมนุมอย่างแน่นอน และขอยืนยันว่าการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่จะดำเนินการภายใต้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งมีอยู่ 2 โพสต์ โพสต์แรกในทวิตเตอร์ ระบุว่า ทหารจะสั่งให้ตร.หมอบลงจากนั้น ทหารจะยิงเข้าไปหาประชาชน อีกโพสต์เป็นเฟซบุ๊ก โดยคนโพสต์ข้อความที่อยู่ต่างประเทศได้เคลื่อนไหวเกี่ยวกับเรื่องความมั่นคงอยู่ตลอด และมีหมายจับ ระบุข้อความว่า ช่วยกันกระจายข่าวด้วยครับ ตอนนี้มีคำสั่งรับมาแล้วว่าจะให้สังหารหมู่ประชาชนและนักศึกษา ทั้งนี้ขอยืนยันว่าเป็นข่าวปลอมหรือเฟคนิวส์ ที่มีเนื้อหารุนแรง ก่อความสับสน สร้างความตื่นตระหนกในสังคม การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 มาตรา 14 และฝ่าฝืนประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ฉบับที่ 4 อย่างไรก็ตามขอความร่วมมือประชาชนหากพบเห็นโพสต์ลักษณะนี้อย่าส่งต่อ เพราะอาจสร้างความสับสนและความตื่นตระหนกในสังคม