พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการกีฬาแห่งชาติ โดยที่ประชุมได้รับทราบการขับเคลื่อนการดำเนินงานกิจการ และกิจกรรมด้านการกีฬา ในสถานการณ์แพร่ระบาดของ covid-19 ตั้งแต่รัฐบาลได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน กระทั่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้มีการประกาศคู่มือการปฏิบัติตามมาตรการผ่อนปรนกิจการ และกิจกรรมด้านการกีฬา

ซึ่งในการกำกับ ติดตาม และการประเมินให้ผู้ประกอบการและผู้จัดกิจกรรมลงทะเบียนเพื่อผ่อนคลายการประกอบกิจการและยืนยันการปฏิบัติตามมาตรการผ่าน แอปพลิเคชั่น “ไทยชนะ” และแพลตฟอร์ม “สปิริต” ของ กก. ทั้งนี้ มีกิจกรรมที่มีแผนจะจัดขึ้น ตั้งแต่เดือน ต.ค.63 เป็นต้นไป ได้แก่กิจกรรม วิ่งเทรล Thailand By UTMB 2020 ณ ดอยอินทนนท์ และแบดมินตันระดับนานาชาติ “BWF World Tour” นอกจากนั้น ที่ประชุมยังได้รับทราบ แผนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา โดยแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติจัดเป็นแผนระดับที่ 3 ของแผนระดับชาติ ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ มีสาระสำคัญที่จะส่งเสริมประชาชนให้เป็นศูนย์กลางการสร้างวิถีชีวิต ทางการกีฬา อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และสร้างโอกาสทางการกีฬา และการพัฒนานักกีฬา หลังจากนั้นคณะกรรมการฯ ได้ร่วมกันพิจารณาเห็นชอบ แนวทางการจัดทำแผนพัฒนาการกีฬา ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2565-2570) เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนไทย และยกระดับสมาคม/นักกีฬาสู่ความเป็นเลิศในระดับสากล และต่อยอดสู่ระดับอาชีพ ที่สำคัญของการประชุมวันนี้ คณะกรรมการฯ ได้เห็นชอบ การกำหนดการควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา ให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของ WADA ในการต่อต้านการใช้สารต้องห้ามระดับโลก (World Anti-Doping Code)

พล.อ.ประวิตร ได้กำชับคณะกรรมการ นโยบายการกีฬาแห่งชาติ และการท่องเที่ยวและกีฬา (กกท.)ให้กำกับ ติดตามการดำเนินการที่ผ่านความเห็นชอบแล้ว อย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะเรื่องการควบคุมสารต้องห้ามในการกีฬาที่ กกท.จะต้องบูรณาการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงานทั้ง กระทรวงศึกษาธิการกระทรวงสาธารณสุขกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และหน่วยงานอื่นๆ

เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ และเป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยที่นักกีฬาหรือสมาคมกีฬาทุกประเภท จะต้องไม่มีการละเมิดกฎต่อต้านการใช้สารต้องห้าม อย่างเด็ดขาด

พล.อ.ประวิตร ยังได้กล่าวย้ำ การดำเนินการจัดการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย จะต้องมีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างรัดกุม และปลอดภัยตามมาตรการของ ศบค.