นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การยางแห่งประเทศไทย เป็นรัฐวิสาหกิจภายใต้การดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้รับการจัดตั้งตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ.2558 มีผลตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2558 และเพิ่งครบรอบ 5 ปี เมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยบทบาทของการยางแห่งประเทศไทยได้ดำเนินตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้อย่างต่อเนื่อง และเป็นเครื่องมือหรือกลไกของรัฐในการยกระดับการพัฒนายางทั้งระบบครบวงจรให้ดียิ่งขึ้น ทั้งในด้านการผลิต การแปรรูป และการตลาด เพื่อให้ไทยเป็นประเทศที่ยังคงรักษาสถานะผู้นำการผลิตและผู้ส่งออกยางอันดับหนึ่งของโลก มีศักยภาพในการแข่งขันด้านยางพาราในระดับโลกและมีส่วนสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้สูงขึ้น ตลอดจนช่วยสนับสนุนการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมยางและเป็นสินค้าหลักที่ทำรายได้เข้าสู่ประเทศในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ราคายางแผ่นดิบเคลื่อนไหวอยู่ที่เฉลี่ยกิโลกรัมละ 37-42 บาท ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตเป็นระยะเวลานาน ส่งผลให้รัฐบาลต้องเข้ามาช่วยเหลือภายใต้โครงการต่าง ๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร อาทิ โครงการประกันรายได้เกษตรกรระยะที่ 1 อีกทั้งยังมีผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะประเทศผู้ใช้ยางรายใหญ่ ได้แก่ จีน สหรัฐ และยุโรป ซึ่งปัจจุบันแม้ว่าสถานการณ์การระบาดในไทยและหลายประเทศจะเริ่มคลี่คลายและมีสัญญาณที่ดีขึ้น แต่คาดว่าหลายประเทศคงต้องใช้เวลาในการกระตุ้นเศรษฐกิจไปอีกระยะเวลาหนึ่ง

 

กระทรวงเกษตรฯ โดยการยางแห่งประเทศไทย พร้อมที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง โดยจะเร่งผลักดันราคายางให้อยู่ในระดับที่คุ้มค่ากับการลงทุน มีทิศทางการพัฒนายางทั้งระบบและมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน โดยจะต้องทำให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างทันท่วงที เพื่อจะได้ใช้ข้อมูลในการวางแผนการผลิต การแปรรูป การค้าและการลงทุน เพื่อขับเคลื่อนไปสู่วิสัยทัศน์และเป้าหมายทั้งในระยะสั้น กลางและระยะยาว นอกจากนี้ จะเร่งผลักดันการใช้นวัตกรรมในการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การเจาะตลาดผลิตภัณฑ์ยางเฉพาะกลุ่มหรือ Niche Market เพิ่มมากขึ้น การใช้นโยบายตลาดนำการผลิต เพิ่มช่องทางการตลาด ลดต้นทุนการผลิต การปรับปรุงคุณภาพของปุ๋ย ทั้งปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิต อีกทั้งจะมุ่งผลักดันนโยบาย Thailand 4.0 เพื่อให้ประเทศไทยเปลี่ยนจากระบบเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการค้า การส่งออก การลงทุนแบบ offline เพียงอย่างเดียว ไปสู่รูปแบบธุรกิจใหม่ หรือ new business model

แม้ว่าวันนี้ราคายางพาราจะยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด แต่ก็เป็นราคาตามกลไกของตลาดโลก แต่อย่างไรก็ตาม ต้องมีการวางแผนดำเนินการ ดูทิศทาง และเข้าไปดูในเรื่องของการขาย ซึ่ง กยท. เองต้องเข้าไปมีส่วนร่วมให้มากยิ่งขึ้น ต้องทำงานในลักษณะเชิงรุก อาทิ การเข้าไปเป็นผู้เจรจาค้าขายเอง และเป็นผู้ร่วมลงทุนเอง ตามที่กฎหมายเปิดช่องทางให้ดำเนินการ ซึ่งเชื่อว่าหลังโควิด-19 จะมีนักลงทุนหลายรายที่จะเดินทางเข้ามาลงทุนด้านยางพาราในประเทศไทย ทาง กยท. จึงต้องมีการเตรียมตัว เพื่อทำวิกฤตให้เป็นโอกาสให้ได้ ต้องมีการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม เข้ามาช่วยในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางเพื่อเพิ่มมูลค่า ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยยกระดับราคายางพาราให้ดีขึ้นได้ นอกจากนี้ยังต้องมุ่งเน้นเรื่องงานวิจัยให้มากยิ่งขึ้นด้วย