พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (ศปม.) เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจการปฏิบัติหน้าที่ของศูนย์ปฏิบัติการด้านความมั่นคง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปม.ตร.) ว่าการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ต้องการนำความห่วงใยและคำชื่นชมจากนายกรัฐมนตรีมายังข้าราชการตำรวจทุกนาย ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างหนักตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากเป็นหน่วยงานหลักในการปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มาตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม – 14 มิถุนายน 2563 ซึ่งตลอดช่วงการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีการจัดตั้งจุดตรวจโควิด และด่านเคอร์ฟิว ทั่วประเทศกว่า1,600 จุด ใช้กำลังกว่า 40,000 คน และเมื่อยกเลิกเคอร์ฟิวแล้ว ตำรวจได้ปรับการตั้งจุดตรวจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในการป้องกันอาชญากรรมต่างๆ ซึ่งหากมีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เชื่อว่าตำรวจสามารถบังคับใช้กฎหมายปกติ ทั้งการรวมตัวมั่วสุม การชุมนุมต่าง ๆ หากไม่ผิดกฎหมาย ก็สามารถทำได้

ส่วนการพิจารณาต่อ หรือ ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ นั้น ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยืนยันว่าในส่วนของความมั่นคงจะพิจารณาจากความสามารถในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยคำนึงถึงการทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าต่อไปได้ ส่วนการเปิดประเทศอย่างเสรี ต้องมีการพิจารณาอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มจาก travel bubble หรือการให้สิทธิพิเศษของการเดินทางเข้าออกประเทศระหว่างกันได้โดยไม่ต้องมีการกักตัว 14 วัน แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 อย่างเข้มข้น แต่ขณะนี้ยังติดขัดในข้อปฏิบัติทั้งประเทศต้นทาง ปลายทาง และข้อกฎหมาย ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างศึกษาผลกระทบให้รอบคอบ แต่เบื้องต้นหากไม่ต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ การพิจารณาคนเข้าประเทศ เชื่อว่ากฎหมายปกติสามารถดูแลควบคุมการเดินทางเข้าออกได้แต่ต้องค่อยเป็นค่อยไป

อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรี มีความกังวลเกี่ยวกับกลุ่มคนที่เคลื่อนไหวในต่างประเทศ ซึ่งทางผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเพียงแต่พยักหน้าหนึ่งครั้งก่อนจะเดินออกจากวงสัมภาษณ์