ในช่วงเวลาที่โลกกำลังประสบกับปัญหาวิกฤติทางด้านสาธารณสุข นอกจากจะเกิดความต้องการทางการแพทย์และการดูแลรักษาสุขภาพมากขึ้นแล้ว คนยังต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บ้านเพื่อลดการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 เพราะการอยู่บ้านคือ Physical Distancing หรือการเว้นระยะห่างทางกายภาพที่ดีที่สุด การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันทั้งสองอย่างนี้ เป็นตัวการสำคัญที่เร่งความตระหนักรู้และพิสูจน์ถึงอิทธิพลของ Megatrends หรือกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่จะมีผลต่อการดำเนินชีวิตของผู้คนในอนาคต

มร.โฮเกอร์ เวนเนอร์ Director, Head of Product Specialists Equity Europe, Allianz Global Investors ได้ระบุ 4 Megatrends ที่สำคัญ อันประกอบด้วย

1) การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและสังคม (Demographic and Social Change) เช่น การเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุ ครอบครัวเดี่ยว รายได้ของคนชั้นกลาง ตลอดจนแนวความคิดต่อการใช้ชีวิต ที่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมรวมทั้งสินค้าและบริการที่ต้องการ

2) การพัฒนาของสังคมเมือง (Urbanization) เช่น การเดินทางเข้ามาใช้ชีวิตและทำงานในเมืองใหญ่ ทำให้ต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับ เช่น การขนส่งสาธารณะและที่พักอาศัย

3) นวัตกรรมทางเทคโนโลยี (Technological Innovation) เช่น การใช้เทคโนโลยีเพื่อความสะดวกในชีวิตประจำวัน อย่างการใช้ Social media
การช้อปปิ้งออนไลน์ ไปจนถึงการใช้หุ่นยนต์ในอุตสาหกรรมการผลิต

4) การมีอยู่อย่างจำกัดของทรัพยากร (Resource Scarcity) เช่น การนำพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลมมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าเพื่อชดเชยการเผาไหม้ถ่านหินซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดและทำลายสิ่งแวดล้อม“เมื่อผู้คนหันมากักตัวเองอยู่ในบ้านมากขึ้น (Stay at Home) ทำให้เทคโนโลยีที่ใช้ในชีวิตประจำวัน (Digital Life) ตลอดจน นวัตกรรมทางการแพทย์ เช่น การปรึกษาปัญหาสุขภาพหรือหาหมอออนไลน์ (Health Tech) รวมทั้งการใช้เวลาไปกับสัตว์เลี้ยง (Pet Economy) มีมากขึ้น อีกสิ่งสำคัญคือการเรียนรู้ออนไลน์ที่ (Education) ขาดไม่ได้ในเวลานี้และจะทวีความสำคัญเพิ่มขึ้นในอนาคต การที่ผู้คนไม่เดินทางและกิจกรรมการผลิตบางส่วนหยุดชะงัก เป็นเวลาให้สิ่งแวดล้อมได้ฟื้นฟูตัวเอง

จะเห็นได้ว่าวิกฤติในครั้งนี้ กระตุ้นให้ผู้คนหันมาสนใจการรักษาสิ่งแวดล้อมและปกป้องโลกมากขึ้น (Save the World) เพื่อลดความเสี่ยงของวิกฤติจากธรรมชาติ โลกจะน่าอยู่และปลอดภัยยิ่งขึ้น หากมนุษย์หยุดกิจกรรมที่คุกคามธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจนเกินสมดุล Megatrends ในส่วนนี้คือ การพัฒนาพลังงานแห่งอนาคต (Next Generation Energy) และการดูแลรักษาทรัพยากรน้ำและพื้นดิน (Clean Water and Land)” 

ด้าน  นางสาวศิริพร สุวรรณการ Financial Advisory Head Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า KBank Private Banking แนะนำ กองทุน K-HIT* (กองทุนเปิดเค โกลบอล ไฮ อิมแพ็ค ธีมาติก หุ้นทุน) ที่บริหารโดย Allianz Global Investors* ผ่านกองทุนหลักคือ Allianz Thematica เน้นลงทุนในบริษัทชั้นนำที่มีแนวโน้มเติบโตไปกับ Megatrends ที่กล่าวข้างต้น เหมาะกับนักลงทุนระยะยาว ที่พร้อมลงทุนในหุ้นต่างประเทศ โดยกองทุนนี้มีความโดดเด่น ได้แก่

1) กระจายลงทุนในธุรกิจที่สอดคล้องกับ Megatrends ทำให้ลดความผันผัวนจากวัฏจักรเศรษฐกิจ ธุรกิจ และตลาดการเงิน

2) มีการปรับเปลี่ยนธีม โดยเพิ่มธีมใหม่ ลดหรือยกเลิกธีมที่มีศักยภาพน้อยลง

3) มีผลงานที่โดดเด่น สะท้อนว่า โรคโควิด 19 เร่งให้เห็นความสำคัญของ Megatrends อย่างชัดเจน การลงทุนในธีมที่ดี จะช่วยลดผลกระทบจากการปรับตัวของตลาดในขาลงระยะสั้นได้ ขณะที่ยังคงรักษาโอกาสให้เงินลงทุนเติบโตต่อเนื่องไปกับการเปลี่ยนแปลงของโลกและพฤติกรรมผู้บริโภคในอนาคต KBank Private Banking เชื่อว่าในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส และการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ก็ทำให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่าธุรกิจใน Megatrends ได้ประโยชน์ และยังคงศักยภาพเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกได้ในอนาคต”