วันที่ 8 กุมภาพันธ์ เป็นวันชี้ชะตาประเทศว่าประชาชนส่วนมากจะกำหนดไปทิศทางไหน ด้วยการเดินเข้าคูหาเลือกตั้งลงคะแนนเลือกตั้ง สส. กาเสร็จ ต่อไปยังคูหาลงประชามติว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ที่เผด็จทหารมีคำสั่งตั้งร่างทรงในนามคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยกร่างขึ้นมา

การเลือกตั้งครั้งนี้ บรรยากาศการหาเสียงสะท้อนภาพแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจน ระหว่างฝ่ายตัวแทนที่ต้องการให้ประเทศบริหารแบบเดิมๆ กับฝ่ายต้องการให้ประเทศเปลี่ยนไปในทางที่ดี หรือก้าวพ้นกลุ่มอำนาจเดิม และฝ่ายแทงกั๊กที่พร้อมจะอยู่กับฝ่ายที่ชนะซึ่งผลจะออกมาอย่างไรต้องลุ้นกัน
แต่ที่ประชาชนควรให้ความสำคัญมากๆ คือการลงประชามติการแก้หรือไม่ให้แก้รัฐธรรมนูญ เป็นการชี้ชะตาว่าโครงสร้างทางอำนาจที่เกี่ยวข้องกับประชาชนทุกคนควรจะย่ำเท้าอยู่กับที่ หรือจะให้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
หากย้อนดูที่มาของรัฐธรรมนูญ มีกำเนิดจากเผด็จการทหาร ตั้ง กรธ. เป็นร่างทรง ยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่ามกลางความสงสัยของชาวบ้านว่า กรธ. บางคนมีชุดความคิดแบบวิทยาศาสตร์หรือไสยาศาสตร์กันแน่ เพราะพฤติกรรมที่แสดงออกช่วงนี้ทั้งย้อนยุคและติ๊งต๊อง แถมช่วงรณรงค์ประชามติ เผด็จการทหารใช้อำนาจจัดการกับฝ่ายที่เห็นต่าง ซึ่งมาพร้อมกับขอให้รับไปก่อนแล้วค่อยมาแก้
หลังจากที่ใช้มาหลายปี ทำให้กลุ่มที่ถืออำนาจอยู่ในมือมีความสบายอกสบายใจ เพราะกำจัดฝ่ายตรงข้ามได้แบบฉับไว แถมให้ฉายาว่ารัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง แต่กลุ่มที่ถูกกระทำมองว่าองค์กรที่ตัดสินมีสองมาตรฐาน จนนำมาสู่การลงประชามติให้ประชาชนชี้ขาดว่าควรจะแก้ไขหรือขอย่ำเท้าอยู่กับที่
พลันที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศให้ลงประชามติพร้อมเลือกตั้ง สส. การรณรงค์เกิดขึ้นทั้งฝ่าย กลุ่มที่ไม่เห็นชอบยกหลายประเด็นขึ้นมาอ้าง อาทิ การยกร่างใหม่ทั้งฉบับเปรียบเสมือนตีเช็คเปล่าให้กับสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ซึ่งไม่รู้ว่า ส.ส.ร. ที่จะมาร่างเป็นใคร หน้าตารัฐธรรมนูญใหม่จะเป็นอย่างไร และมีความเสี่ยงว่าจะปรับเปลี่ยนรูปแบบรัฐและระบอบการปกครองหรือไม่?
ฝ่ายไม่เห็นชอบยังอ้างว่า ถ้าหากต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ งบประมาณจะถูกผลาญทิ้งไปกับกระบวนการประชามติ 2-3 รอบ รวมถึงการเลือกตั้ง ส.ส.ร. และงบฯ ระหว่างดำเนินการกว่า 15,000-20,000 ล้านบาท ถ้าจะแก้ที่มาและอำนาจของ ส.ส. ส.ว. องค์กรอิสระต่างๆ สามารถแก้ในรายมาตราหรือแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เรียกว่ากฎหมายลูก 10 ฉบับ โดยการแก้ไขเป็นรายฉบับได้อยู่แล้ว ไม่ใช่แก้ไขแบบเหมาเข่งในลักษณะที่เห็นได้ชัดเจนว่านักการเมืองมีเจตนาแอบแฝง
ฝ่ายไม่เห็นชอบบอกว่ามีปัญหาเรื่องอำนาจ ส.ว. หรือยุทธศาสตร์ 20 ปี สามารถเสนอแก้รายมาตราผ่านสภาฯ โดยไม่จำเป็นต้องฉีกทิ้งทั้งฉบับ จะช่วยรักษาบทบัญญัติปราบโกง (มาตรา 144) ไว้ได้อีกด้วย
ฟากของกลุ่มที่เห็นชอบนำเสนอถึงความจำเป็นต้องแก้หลายประเด็น ขอยกให้เห็นสัก 2-3 ประเด็น เริ่มที่กำเนิดไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน ช่วงประชามติทำแบบมัดมือชก เพราะสั่งจับกลุ่มที่รณรงค์ให้เห็นผลเสียของรัฐธรรมนูญว่าเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มที่กุมอำนาจเพียงฝ่ายเดียว ยิ่งมองถึงเนื้อในเกี่ยวกับการใช้อำนาจผ่านองค์กรอิสระเพื่อจัดการกับฝ่ายตรงข้าม จะพบว่ามีการวางกลยุทธ์ไว้อย่างแยบยล
อาทิ ที่มาของ สว. กรธ. วางระบบการเลือกแบบพิสดารที่สุดในโลก ให้ผู้สมัครเลือกกันเอง ด้วยการเปิดช่องว่าให้กลุ่มผู้กุมอำนาจวางกลยุทธ์คัดสรร ส.ว. ให้อยู่ในคาถาได้อย่างสบายใจเฉิบ เพราะ สว. คือผู้ที่เลือกองค์กรอิสระมาชี้ชะตาบ้านเมือง
ฝ่ายที่ไม่เห็นชอบบอกว่าสามารถแก้ที่มา สว. ได้ ฝ่ายที่เห็นชอบบอกว่า ลองไปอ่านรายละเอียดดู และถ้าใจไม่มืดบอด ลองถามใจตัวเองว่ามีสัตว์การเมืองตัวไหนจะไม่ออกมาปกป้องตัวเองเมื่ออำนาจถูกลิดรอน ดังนั้น สว. ชุดนี้แม้จะอ้างว่ามาจากการเลือกตั้ง ที่มาไม่ได้แตกต่างกับพวก สว. ชุดเลียท็อปบู๊ท
ประเด็นที่ห่วงว่ากลัวการปราบโกงจะหายไป ฝ่ายที่เห็นชอบอธิบายว่าไม่ต้องห่วง ลองย้อนดูว่านับแต่รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงบังคับใช้ ได้จัดการกับนักการเมือง ข้าราชการระดับสูงทั้งทหารและตำรวจที่ทุจริตไปแล้วกี่คน เชื่อว่าคงหาลำบาก ถ้าจัดการได้จริง ปรากฏการณ์แหวนแม่นาฬิกาเพื่อน ของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี คงไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน
หรือกรณีอดีตนายพลตำรวจออกมาแฉว่าได้วิ่งเต้นให้กรรมการ ป.ป.ช. บางคนผ่านอดีตรองนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ได้ไปเป็นกรรมการฯ โดยขอให้อดีตรองนายกฯ ล็อบบี้ สว. ไฟเขียวให้ผ่าน นอกจากนี้มีความเคลื่อนไหวจากเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช. ออกแถลงการณ์ขับไล่กรรมการ ป.ป.ช. บางคน เพราะกรรมการที่มาตามรัฐธรรมนูญนี้ มาจาก สว. ถูกกล่าวหาเรื่องทุจริตเสียเอง พร้อมทิ้งท้ายว่ารัฐธรรมนูญปราบโกงใช้มา 9 ปีแล้ว ปราบโกงใน ป.ป.ช. ยังไม่ได้เลย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ตึก สตง. ถล่ม คดีฮั้ว สว. ที่มีผู้ถูกกล่าวหานับพันคน แต่ถูกสั่งฟ้องแค่ 8 คน หรือคดียึดที่ดินเขากระโดงคืน ผู้เกี่ยวข้องถึงยังลอยนวล
ฝ่ายเห็นด้วยยังสะท้อนอีกว่า หากรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความสมบูรณ์จริง จะไม่เขียนกลไกขัดความเจริญก้าวหน้าของประเทศซ่อนไว้ อาทิ ฝ่ายกุมอำนาจกลุ่มต่างๆ ใช้กลไกผ่านองค์กรอิสระให้จัดการกับผู้นำที่ไม่ถูกใจ ซึ่งเหตุการณ์ไม่ถึง 2 ปี เปลี่ยนนายกรัฐมนตรีถึงสองคน น่าจะอธิบายความไม่ต่อเนื่องในการบริหารประเทศได้ดีที่สุด
จากข้อมูลที่ยกมานำเสนอ ผู้อ่านที่มีสิทธิ์ลงประชามติพอที่จะชั่งใจได้ว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ แต่ถึงแม้ประชาชนจะเทคะแนนเห็นชอบแบบถล่มทลาย เชื่อว่าคงได้แค่พิธีกรรมดำเนินการแก้เท่านั้น เพราะกลุ่มผู้กุมอำนาจคงไม่ปล่อยให้ผ่านแน่นอน แค่ สว. ด่านเดียวก็เอาอยู่แล้ว
ดังนั้นถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เปรียบเสมือนกับดักความเจริญก้าวหน้าของประเทศ ประชาชนต้องไปใช้สิทธิ์กันให้มากๆ แล้วกาเห็นชอบให้ผลออกมาแบบร้อยละ 99 ถึงจะฝ่าทางตันแล้วเห็นความรุ่งโรจน์ของประเทศได้!!!


