ปชป.สะเทือนเจอแย่งฐานเสียง 1

ภายหลังจากที่นายธานี เทือกสุบรรณ น้องชายนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ออกมาเปิดเผยถึงการจัดตั้งพรรคการเมืองของกลุ่มกปปส.โดยคุยว่ามีผู้สนใจร่วมลงชื่อเป็นสมาชิกสนับสนุนให้มีการก่อตั้งพรรคกปปส.เป็นจำนวนมาก ซึ่งเขาคาดว่าภายในวันที่ 5มี.ค.หรือ 6 มี.ค.นี้ จะไปยื่นจดทะเบียนตั้งพรรค ส่วนเรื่องสมาชิกพรรคจะมีอดีต ส.ส.พรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)มาร่วมด้วยหรือไม่ และจำนวนเท่าใดนั้น ยังตอบไม่ได้ ต้องให้เวลาแต่ละคนตัดสินใจ แต่เบื้องต้นนั้นจะเป็นคนใหม่ๆ ที่จะลงสมัคร ส.ส.ในนามของพรรค

ปชป.สะเทือนเจอแย่งฐานเสียง 2

นายธานี ยังระบุด้วยว่า เขาไม่กังวลกับการที่มีกลุ่มคนที่เคยร่วมต่อสู้ ร่วมชุมนุมในนามของ กปปส.ไปยื่นจดทะเบียนพรรคอื่นๆด้วย แต่ยอมรับอาจมีผลกระทบบ้าง เนื่องจากฐานคะแนนเสียงเป็นกลุ่มเดียวกัน มีรายงานว่า ในการก่อตั้งพรรค กปปส.ได้มีการทาบทามบุคคลที่มีชื่อเสียงมาร่วมเป็นผู้ก่อตั้งพรรค อาทิ นายพงศ์โพยม วาศภูติ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย , ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล หรือหม่อมเต่า อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) และนายประสาร มฤคพิทักษ์ อดีต สปช. แต่อย่างไรก็ตามจากการเช็คข่าวดังกล่าว ทั้งนายพงศ์พโยม และและ”หม่อมเต่า”ปฏิเสธที่จะตอบคำถามดังกล่าว โดยระบุแต่เพียงว่า”ไม่สะดวกในการให้สัมภาษณ์” ขณะเดียวกันมีรายงานว่า นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตแกนนำพรรค ปชป.และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)คนที่ 1 เตรียมเดินหน้าทำพรรคการเมือง โดยใช้ชื่อเดิมที่มีชื่อจดทะเบียนไว้อยู่แล้ว ซึ่งไม่ต้องตั้งพรรคใหม่โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดเตรียมหาคนมาเป็นหัวหน้าพรรค รายงานข่าวแจ้งว่า เบื้องต้นสรุปว่าจะได้ผู้ใหญ่ในพรรค ปชป.มาเป็นหัวหน้าพรรคนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้มีการพูดคุยกันมานาน ซึ่งผู้ใหญ่ท่านนี้รับเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงให้แล้วด้วยหรืออีกทางนายอลงกรณ์ อาจกลับเข้าพรรค ปชป.ซึ่งช่วงนี้อยู่ระหว่างการตัดสินใจของผู้ใหญ่หลายคน รวมทั้ง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส.ด้วย ขณะนี้มีทุนและผู้สนับสนุนพร้อมดำเนินการพรรคการเมือง โดยนายอลงกรณ์ จะประกาศตัวหวนคืนสู่เวทีการเมืองเร็วๆ นี้ ซึ่งปัจจัยทั้งหมดส่งผลต่อตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป.และอนาคตในพรรค

ปชป.สั่งเช็คขุมกำลังส.ส.ใต้

ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคปชป.กล่าวยอมรับว่า การตั้งพรรค กปปส.กระทบต่อฐานเสียงของปชป.ซึ่งก็เป็นสิ่งที่คาดหมายไว้อยู่แล้ว แต่การมีพรรคการเมืองใหม่ก็เป็นทางเลือกของประชาชน ในส่วนของพรรคปชป.คงต้องทำงานหนักขึ้น และพัฒนาปฏิรูปพรรคการเมืองต่อเนื่องในภาวะที่มีการแข่งขันเพิ่มขึ้น “ระบบของพรรคก็จะต้องเดินหน้าสรรหาผู้สมัครมาทดแทนในพื้นที่นั้น แต่มั่นใจว่า ประชาชนที่สนับสนุนเรา เพราะพรรคประชาธิปัตย์ ยังมีมั่นคงในอุดมการณ์และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค ปชป.กล่าวถึงกรณีที่ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค ปชป.ให้อดีต ส.ส.ภาคใต้ ทั้งหมดของพรรค มาแจ้งยืนยันอย่างไม่เป็นทางการภายในวันที่ 9 มี.ค.นี้ ว่า จะยังอยู่กับพรรคต่อไปหรือจะย้ายไปพรรคใหม่ว่า ไม่ได้เป็นเรื่องผิดปกติอะไร เพราะเป็นเรื่องที่ต้องเตรียมการอยู่แล้ว เนื่องจากตั้งแต่วันที่ 1เม.ย.นี้ จะเป็นช่วงเวลาที่สมาชิกพรรครวมถึงอดีต ส.ส.ต้องยืนยันสถานะความเป็นสมาชิกพรรคต่อหัวหน้าพรรคการเมือง จึงเป็นเรื่องที่ต้องมีการเตรียมความพร้อมเรื่องตัวบุคคลไว้ก่อน ส่วนที่มีการคาดการณ์ว่าจะมีอดีต ส.ส.ภาคใต้ 3 คน ย้ายไปสังกัดกับพรรคใหม่นั้น นายองอาจ กล่าวว่า ยังไม่ทราบรายละเอียด แต่ปกติแล้วหากพื้นที่ใดขาดบุคคลผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง คณะกรรมการของพรรคในแต่ละพื้นที่ก็ต้องดำเนินการให้มีผู้สมัครคนใหม่ ส่วนทางกรุงเทพฯ นั้น ยังไม่มีอดีต ส.ส.คนใดแสดงความจำนงไปสังกัดพรรคใหม่ “ทางพรรคประชาธิปัตย์คงไม่ได้เตรียมการอะไรเป็นพิเศษ ต่อสถานการณ์นี้ เพราะยังต้องเตรียมนโยบายเพื่อตอบโจทย์ประชาชน และต้องดำเนินขั้นตอนต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ส่วนพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นใหม่ ก็เป็นสิทธิ์ของแต่ละกลุ่มการเมืองที่จะจัดตั้ง” นายองอาจ กล่าว

ชี้พรรคเกิดไม่ใช่เรื่องน่ากลัว

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก อดีต ส.ส.กทม.พรรค ปชประบุว่า การมีพรรคการเมืองใหม่ สำคัญที่ประชาชน และการมีพรรคการเมืองเกิดขึ้นใหม่ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลสำหรับพรรคเก่า แต่เป็นแรงขับให้พรรคเก่า ทบทวนและตื่นตัวมองเขา ทุกคนมีสิทธิและโอกาส พรรคใหม่อาจเป็นสีสันหรือทางเลือกใหม่ ให้บ้านเมืองได้ทั้งนั้น แน่นอนว่าคะแนนต้องแบ่งกันมากขึ้น ท่ามกลางพรรคมากมาย แต่ก็อาจเป็นการกระจายคะแนน มากกว่าการไปกระจุกข้างใดข้างหนึ่ง “สิ่งที่สำคัญสำหรับพรรคการเมืองคือ ต้องนำเสนอนโยบายที่สร้างความมั่นคง และเจริญก้าวหน้าให้กับประเทศ ทำได้จริง สรรหาผู้สมัครที่มีความพร้อมมาทำหน้าที่ตัวแทนประชาชน สร้างพรรคให้เป็นสถาบันของประชาชนไม่ใช่นายทุน จึงขอให้ประชาชนสนใจข่าวสาร ตื่นตัวทางการเมือง และตัดสินใจด้วยเหตุผลไม่ใช่เพราะรักหรือเพราะเกลียด” น.ส.รัชดา ระบุ

ชทพ.ชี้พรรคตั้งง่ายแต่เกิดยาก

ด้านนายวราวุธ ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา(ชทพ.)ออกมาให้ความเห็นว่า ถือเป็นสิ่งที่ดี ที่มีคนสนใจในการเสนอตัวเป็นปากเสียงของประชาชนจำนวนมากขึ้น แต่ทั้งหมดต้องเข้าใจก่อนว่า การเสนอตัวจดแจ้งตั้งพรรคการเมืองนั้น เป็นสิ่งที่ง่าย เพราะยังมีขั้นตอนตามพรบ.พรรคการเมือง ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ง่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก ยุ่งเหยิง ทำได้ไม่ง่าย เช่น เรื่องสาขาพรรค การส่งผู้สมัคร การทำไพรมารี่โหวต แต่ถ้าคนอื่นจะมองว่าเป็นเรื่องง่าย ก็เป็นการมองต่างมุมกัน ดังนั้น ทั้ง 42 กลุ่มก็ต้องเตรียมตัวให้ดี นายวราวุธ ยังระบุอีกว่า ในส่วนของพรรคชาติไทยฯนั้น ถือว่าเป็น “นิวยังบลัด” พอที่จะเรียนรู้ถึงการปลี่ยนแปลงของโลก และตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่ในปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็ยังเก่าพอ ที่จะรับทราบเรียนรู้สิ่งที่เกิดในอดีต เรียกได้ว่าเป็นรอยต่อที่อยู่ระหว่างความเก่ากับความใหม่ ซึ่งถือว่า การจะเดินไปข้างหน้าได้นั้นหางเสือที่ผ่านมา เป็นตัวที่จะให้บทเรียนกับพวกเราในการเรียนรู้ว่าสิ่งที่เคยผิดพลาดจะไม่ให้เกิดขึ้นอีก “คนรุ่นใหม่เข้ามาผมว่าเป็นเรื่องที่ดี ถ้าหากได้เข้ามาทำงานร่วมกันในสภาฯ แล้ว สิ่งที่เคยถูกเรียกว่าสภาน้ำเน่า สาดโคลนกัน หรือเกมการเมืองเก่าๆจะได้หมดไปเสียที ถ้ามีเลือดใหม่เข้ามา ทีมนิวบลัดอย่างเราก็มีความหวังที่จะเข้าไปทำงานในสภากับคนรุ่นเดียวกัน เจ็นฯเดียวกัน มองไปข้างหน้าเหมือนกันก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อประเทศ แล้วผมจะตั้งตาคอยเข้าไปทำงานในสภาด้วยกัน แม้ว่าเมื่อถึงเวลาลงสนามเราต้องเป็นคู่แข่งกันแน่นอน แต่นั่นคือสิทธิของประชาชนที่จะเลือก” นายวราวุธ ระบุ

พลังชลปัดข่าวจับมือชทพ. ส่วน นายสุระ เตชะทัต โฆษกพรรคพลังชล(พช.)กล่าวถึงกระแสข่าวพรรคพลังชลจับมือเป็นพันธมิตรการเมืองกับพรรคชาติไทยพัฒนา ในการเลือกตั้งครั้งหน้าว่า ข้อเท็จจริงยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน เวลานี้ยังมีข้อห้ามจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ไม่ให้พรรคการเมือง นักการเมืองทำกิจกรรมการเมือง จึงยังบอกไม่ได้ว่าใครจะไปรวมกับใคร หรือจะสนับสนุนผู้ใดผู้หนึ่งให้เป็นนายกรัฐมนตรี คงต้องรอเวลาให้ได้รับอนุญาตให้ทำกิจกรรมทางการเมืองก่อน ซึ่งยังมีเวลาอีกนาน “ขอให้มีความชัดเจนอย่างแท้จริงว่า จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในช่วงใดแน่ เมื่อถึงเวลานั้นค่อยมาหารือพูดคุยกัน” นายสุระ ระบุ

พท.หนุนแสดงจุดยืนปชต.

ทางด้านพรรคเพื่อไทย(พท.)นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการ ชี้การเกิดขึ้นและการเปิดตัวของพรรคการเมืองใหม่ในช่วงเวลานี้ เป็นสิ่งที่ต้องแสดงความยินดีและชื่นชม พร้อมทั้งควรให้การต้อนรับและให้กำลังใจอย่างเต็มที่ ในความกระตือรือร้นและมีส่วนร่วมในเวทีการเมืองครั้งนี้ ถือเป็นวิถีทางที่มีเกียรติยศและมีศักดิ์ศรียิ่ง เพราะหนทางนี้มิใช่หนทางแบบที่ผู้มีอำนาจ และมีอาวุธอยู่ในมือได้เคยใช้ เพื่อบีบบังคับและกำหนดอนาคตให้ประชาชน โดยไม่ได้รับความยินยอมอย่างที่เคยเป็นมา “การเกิดขึ้นของพรรคการเมืองใหม่ โดยเฉพาะพรรคที่แสดงจุดยืนเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ถือเป็นเรื่องที่ยิ่งน่ายินดี และมีปัญหาทางยุทธศาสตร์ที่ฝ่ายประชาธิปไตยต้องขบคิดให้รอบด้าน ผมสนับสนุนและต้อนรับการเกิดขึ้นของพรรคการเมืองใหม่ๆทั้งสิ้น ไม่ว่าพรรคนั้นจะคิด มีความเชื่อ หรือเสนอตัวเป็นทางเลือกเช่นไร เพราะมันคือโอกาสที่เปิดกว้างให้ประชาชนได้คิด ได้พิจารณาถึงเงื่อนไขและนโยบายที่ดีที่สุดสำหรับอนาคตของพวกเขาเองอย่างเป็นอิสระ” นายภูมิธรรม ระบุ

นายภูมิธรรม กล่าวด้วยว่า ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องคัดค้านหรือขัดขวาง เป็นแต่เพียงทุกกลุ่มของฝ่ายประชาธิปไตย ต้องร่วมกันหาจุดลงตัวที่เหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ ละทิ้งการยึดมั่นถือมั่นในตัวตนของตน และหาจุดร่วมมือกันที่ลงตัว อันจะส่งผลให้ฝ่ายประชาธิปไตย และพี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด ไม่มีสิ่งใดๆ ต้องกังวลเรื่องความถูก – ผิด เพราะสถานการณ์เช่นนี้ นำไปสู่การเปิดมุมมองในการตัดสินใจ และทำให้เราได้ใคร่ครวญตัดสินใจถึงสิ่งที่ดี เหมาะสมที่สุดในสถานการณ์ที่เป็นจริง “ผมเชื่อมั่นว่าทุกกลุ่มทุกพรรคในฝ่ายประชาธิปไตย ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดให้เกิดขึ้น หลังจากที่เราเสียเวลาและเสียโอกาสมาหลายปีให้กับฝ่ายตรงข้ามประชาธิปไตย ถ้าพรรคใดตัดสินใจแล้วก็ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างหนักแน่น มั่นคง ผลที่เกิดขึ้นทุกอย่าง คือ กระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญของพวกเราฝ่ายประชาธิปไตยและของประชาชน สนับสนุนและเป็นกำลังใจให้นักประชาธิปไตยทุกท่าน” นายภูมิธรรม กล่าว

“สมชัย” ชี้กระสุนดินดำ50ล.ต่ำสุด

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)โพสต์เฟซบุ๊ก มีเนื้อหาระบุถึงการเลือกตั้ง ส.ส.ที่จะมีขึ้นโดยระบุว่า ส.ส.บัญชีรายชื่อหนึ่งคน ที่แต่ละพรรคจะได้นั้น คาดว่า ต้องใช้คะแนนเสียงของพรรคถึง 70,000เสียง ถ้าเอาตัวเลขง่าย ๆว่า ประชาชนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงมี 50ล้าน มาใช้สิทธิ์ร้อยละ 70คิดเป็น 35 ล้านคน จำนวน ส.ส.ทั้งสภา มี 500คน เอา 35 ล้านหารด้วย 500 ได้ผลคือ 70,000 เสียง นั่นแปลว่า การคำนวณ ส.ส.ที่พึงจะมีของพรรคการเมืองแต่ละพรรค คือ 70,000เสียง ต่อจำนวน ส.ส.1 คน สำหรับพรรคการเมืองใหญ่ หากได้ ส.ส.เขตมา 200 คน แต่หากรวมคะแนนทั้งประเทศแล้วได้แค่ 14ล้านเสียง แปลว่าจะไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเพิ่มแม้แต่คนเดียว คะแนนที่เกิน14ล้าน ทุก 70,000 เสียง คือ ส.ส.บัญชีรายชื่อที่เพิ่มขึ้น 1 คน สมมติว่าได้รวมทั้งประเทศ เป็น 16.1ล้านเสียง ที่เกินมา 2.1 ล้าน คือ ส.ส.บัญชีรายชื่ออีก 30 คน ทำให้ท่านได้ ส.ส.ในสภารวม 230 คน เป็นต้น ในส่วนพรรคการเมืองพรรคเล็ก หรือพรรคที่ตั้งใหม่ ที่คิดว่าตั้งพรรคอยากจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อสัก 25คน เพื่อสามารถเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี จากบัญชีของตัวเองเพื่อแข่งขัน โดยไม่หวังว่าจะชนะในเขตเลือกตั้งใดเลย ก็ต้องได้คะแนนรวมจากผู้สมัครทั้งประเทศ 1.75ล้านคะแนน ซึ่งคะแนนจะได้ ต่อเมื่อส่งผู้สมัครลงสู้ในเขตต่าง ๆ ให้มากเขตที่สุด เพราะเลือกตั้งครั้งนี้ใช้บัตรใบเดียว ไม่ลงเขตก็ไม่มีคะแนนบัญชีรายชื่อ หากลงทุกเขต เอา 1.75 ล้านหาร 350 เขต ได้ 5,000 แปลว่า ทุกเขตต้องได้อย่างน้อย 5,000 คะแนน อย่างไรก็ตามเมื่อลองคำนวณค่าใช้จ่ายของพรรคเล็ก เพื่อให้ได้ คะแนนทั้งประเทศสัก 1.75 ล้านคะแนน ค่าสมัครเขตละ 10,000 บาท รวม 350 เขต ก็ 3.5 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายหาเสียง พรรคใหญ่อาจจะใช้เขตละ 1.5 ล้าน พรรคเล็กอาจจะใช้ประหยัดเขตละ 100,000 บาท รวม 350 เขต ก็ 35 ล้าน รวมกับจิปาถะต่างๆ น่าจะ 40-50 ล้าน ต่อพรรค ซึ่งยังไม่เป็นหลักประกันว่าจะได้ 5,000 คะแนนต่อเขตหรือไม่ ใครบอกการเมืองเป็นแค่เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่จำเป็นต้องใช้ทุน อาจต้องคิดใหม่

“ชูวิทย์” เตือนพรรคเล็กไร้กลุ่มทุนหนุนอย่าฝัน

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ พิธีกรข่าวชื่อดัง และอดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว เกี่ยวกับการตั้งพรรคการเมืองใหม่ที่กำลังเป็นข่าวคึกคักอยู่ในขณะนี้ ว่า ในฐานะที่เขาเคยเป็นหัวหน้าพรรค “รักประเทศไทย”พรรคใหม่ก่อนการเลือกตั้งเมื่อปี 2554ได้รับคะแนนเสียงเกือบ 1ล้านทั่วประเทศ ได้ ส.ส.เข้าไปในสภาถึง 4 คน ขอออกความเห็นเสียหน่อย เพราะวันก่อนมีพรรคการเมืองเล็กแห่กันไปลงทะเบียนกว่า 42 พรรค ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การจัดตั้งพรรคใหม่นั้นไม่ได้ยากเย็นอะไร จะชูนโยบายทำคุณประโยชน์เพื่อชาติเพื่อสังคม เป็นทางเลือกใหม่ เป็นทางออก เป็นความแตกต่างอย่างไร ก็พูดไปเถอะครับ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ได้รับเลือกตั้ง การที่ประชาชนจะยอมตื่นขึ้นมาในวันหยุด เพื่อไปกาบัตรลงคะแนนให้เราแม้เพียงสักคะแนนเดียว ไม่ใช่เรื่องง่าย บรรดาพรรคใหม่ 42 พรรค จะมีสักพรรคหรือ สองพรรคได้เข้าไปหรือเปล่ายังไม่รู้ ส่วน “รัฐบาลผสม”ที่ว่า ก็ไม่ใช่ผสม ส.ส.แต่เป็นผสม ส.ว. ลองมาดูรัฐธรรมนูญใหม่ที่เหมือนจะออกแบบกติกามาให้พรรคเล็กพรรคน้อยมีโอกาส แต่ความเป็นจริงแล้ว เซียนการเมืองย่อมรู้แจ้งเห็นชัดว่าเป็นเพียง “เรื่องลวง” สมัยก่อนมี 2 ใบให้กา ทั้งแบบเขตและแบบบัญชีรายชื่อ แต่สมัยนี้มีให้กาแค่ใบเดียวคือเลือก ส.ส.เขต แล้วเอาคะแนนจาก ส.ส.แต่ละเขตมานับรวมเป็นคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อ นั่นหมายความว่าจะต้องส่งผู้สมัคร ส.ส.เขต ไปทั่วประเทศ หรืออย่างน้อยก็ทั่วทั้งภาคจึงจะมีคะแนนมากพอให้ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เข้าไปในสภา แล้วพรรคแบบไหนกันถึงจะมี ส.ส.เขต เยอะขนาดนั้น? ย่อมไม่ใช่พรรคเล็กพรรคน้อยที่เพิ่งจัดตั้ง และไม่มีกลุ่มทุนหนุนหลัง การเมืองเหมือนกระแสคลื่นในทะเล ไม่มีความแน่นอน ผันผวนได้ทุกวินาที ต้องพึ่งหลายปัจจัยและต้องอ่านให้ออก ประชาชนเขาไม่ได้บอกเราตรงๆ เวลาออกไปหาเสียงเขายิ้มรับหมด แต่ท้ายสุดเขาไม่เลือก นักการเมืองจึงมักถูกหลอก อย่าว่าแต่พรรคเล็กๆเลยครับ แม้แต่พรรคใหญ่บางพรรค เคยใช้กลยุทธ์บีบน้ำตาก่อนวันเลือกตั้งยังอดเป็นรัฐบาล ส่วนอีกพรรคถูกหลอกว่า ก่อนวันเลือกตั้งคะแนนจะไหลมาเทมา แต่นี่ไหนได้ คะแนนไม่ไหล กลับเป็นเงินที่ไหลแทน บางพรรคฝอยว่าจะได้อย่างต่ำ 20คน ถึงเวลาจริงๆสักคนเดียวยังไม่ได้ บางเขตที่ว่าได้ชัวร์ ถึงวันจริงสอบตกเฉย หรือบางคนตอนหาเสียงภาพลักษณ์ดี แต่ไม่มีปัจจัย ก็ได้เป็นแค่ ส.ส.นอกสภา หลักการง่ายๆ ของการเลือกตั้ง “ไม่ได้คะแนนมากพอก็ไม่ได้ ส.ส.เข้าสภา” บางคนรู้ดี ต่อให้ลงยังไงก็ไม่ได้รับเลือก เลิกสั่งสมบารมีกับประชาชน แล้วอดทนรอช่วงภาวะพิเศษ ไม่ต้องใช้คะแนน ใช้แต่เส้นสาย ก็ได้เข้าไปเฉิดฉายในวงการเมือง ไม่รู้ว่าน่าอิจฉาหรือน่าเวทนากันแน่ ครับ..ทั้งหลายทั้งปวง นับเป็นมุมมองสะท้อนภาพ โดยเฉพาะบรรดาพรรคใหม่ ที่หลายคนหรือหลายฝ่ายต่างวาดฝัน หวังจะผันตัวตนเข้าไปนั่งในสภา เหล่านี้น่าจะฉุกคิดทำใจไว้สักนิดหากผิดหวังมิใช่หรือ??!!