นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และประธาน ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการคลายล็อกเฟส 2 ว่า มีประชาชนจำนวนไม่น้อยเริ่มมีความวิตกกังวลว่าการคลายล็อกเฟส 2 อาจนำมาสู่การระบาดของโควิด-19 รอบ 2 เนื่องจากจะมีการอนุญาตให้เปิดพื้นที่ให้มีคนจำนวนมากไปใช้บริการ เช่น ศูนย์การค้า และห้างสรรพสินค้า เป็นต้น จะมีคนเข้าไปเบียดเสียดใกล้ชิดกันอย่างแออัดเหมือนภาพที่เราเคยเห็นในอดีต เพราะมีตัวอย่างจากหลายประเทศ เช่น เกาหลีใต้ ที่มีการระบาดรอบ 2 เกิดขึ้นในสถานบันเทิงที่มีผู้เข้าไปใช้บริการจำนวนมาก เมื่อมีการคลายล็อก รวมทั้งสิงคโปร์ที่มีการระบาดรอบ 2 มากขึ้นหลังคลายล็อกถึงแม้จะเป็นการระบาดในย่านที่พักอาศัยของผู้ใช้แรงงานต่างด้าวเป็นหลักก็ตาม

ขณะเดียวกัน ก็มีเสียงเรียกร้องให้คลายล็อกเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนเดินหน้าไปได้ก่อนที่เศรษฐกิจจะตกต่ำมากไปกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันจนกลายเป็นปัญหาของประเทศจนยากที่จะเยียวยา เพราะจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ลดลงอย่างเห็นได้ชัดต่อเนื่องแล้ว และการป้องกันการแพร่ระบาดของไทยก็ทำได้ดีในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การไม่คลายล็อกเพิ่มขึ้น เพราะมีข้อกังวลต่างๆ หรือคลายล็อกเต็มที่แบบไม่มีเงื่อนไขย่อมก่อให้เกิดปัญหาทางใดทางหนึ่งได้ เพราะฉะนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดขณะนี้ควรเป็นการคลายล็อกแบบทางสายกลาง ไม่ตึงไม่หย่อนเกินไป สร้างสมดุลให้ทุกภาคส่วนอยู่ร่วมกันได้ โดยมีเป้าหมายสำคัญ 2 ประการคือ 1) ป้องกันไม่ให้มีการแพร่ระบาดเพิ่มมากกว่าที่ผ่านมา 2) ฟื้นเศรษฐกิจให้กลับมาเหมือนเดิม

ดังนั้น การจะบรรลุเป้าหมายหลังคลายล็อกแบบทางสายกลางได้ ทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตัวตามคำแนะนำทางราชการตามมาตรการทางสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ทั้งการรักษาระยะห่างทางสังคม การสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดเวลา การล้างมือบ่อยๆ การไม่เข้าไปในสถานที่เสี่ยงหรือพื้นที่ที่มีกลุ่มเสี่ยง เพราะถ้าเราไม่เคร่งครัดจริงจัง เราก็อาจมีการแพร่ระบาดรอบ 2 เกิดขึ้นได้เหมือนบางประเทศ นอกจากนั้นภาครัฐควรจัดให้มีอาสาสมัครเฉพาะกิจจิตอาสา ช่วยเป็นหูเป็นตา ประสานทางราชการ เพื่อให้มีการปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ อย่างจริงจังและการที่เศรษฐกิจ สังคมจะกลับคืนมาสู่สภาวะปกติแบบ New Normal หรือความปกติใหม่ได้ ก็ขึ้นอยู่กับทุกภาคส่วน คนไทยทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจกันอย่างจริงจัง