พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีทหารจากกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ปฏิบัติหน้าที่ในกองอำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าจับกุม 2 พี่น้อง ที่ อ.พระธาตุพนม จ.นครพนม มีการซ้อมจนทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บ 1 คน ว่า อยู่ระหว่างการสอบสวนข้อเท็จจริงของกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อดูถึงสาเหตุและที่มาที่ไปของเหตุการณ์ ซึ่งทุกเรื่องมีข้อมูลอยู่แล้ว รอผลสรุปการสอบสวนก่อนว่าเป็นอย่างไร เมื่อถามว่า มีการมองว่าการเสียชีวิตของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุนั้น พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าวว่า ต้องเป็นไปตามข้อมูล ข้อเท็จจริงในวันนั้น ว่าเป็นมาอย่างไร ญาติของผู้ที่เสียชีวิตและครอบครัวรับรู้ และหน่วยได้ชี้แจงข้อเท็จจริงไปแล้ว

พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าวอีกว่า ในการประชุม ประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับผู้บังคับหน่วยทั่วประเทศที่มี พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธาน ไม่ได้พูดในประเด็นนี้ แต่เป็นการกำชับในภาพรวมของการปฏิบัติหน้าที่ สำหรับการทำงานของกองกำลังสุรศักดิ์มนตรีที่เป็นหนึ่งในกองกำลังชายแดนในห้วงที่ผ่านมา ในพื้นที่ชายแดนจังหวัดชายแดน มีทั้งยาบ้า พืชผลเกษตรที่เข้ามาอย่างผิดกฎหมาย รวมถึงหน้ากากอนามัยล็อตใหญ่

ทั้งนี้ มีรายงานด้วยว่า ในการประชุมศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก (ศปก.ทบ.) ผู้บัญชาการทหารบก ได้กำชับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทหารในภารกิจป้องกันและปราบปรามสิ่งผิดกฎหมาย และยาเสพติดทำงานด้วยความรัดกุม เน้นมาตรการจากเบาไปหาหนัก และยึดกฎการปะทะ 7 ข้อ

อย่างไรก็ตาม ในการปราบปรามยาเสพติด ถือเป็นภารกิจหนึ่งของชุดเพาะกิจทหารตามแนวชายแดน ซึ่งจะมีอยู่ทุกกองทัพภาค เช่นเดียวกับ กองกำลังลังสุรศักดิ์มนตรี หรือกองพลทหารราบที่ 3 (พล ร.3) ได้จัดชุดเฉพาะกิจสกัดกั้นยาเสพติด ที่จัดตั้งมาจากชุดปฏิบัติการป้องกันชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ช.อ.น.) ของกองพลทหารราบที่ 3 ที่ทำหน้าที่ดูแลจับกุมยาเสพติดตามแนวชายแดน 5 จังหวัดชายแดน อาทิ จ.เลย, หนองคาย, บึงกาฬ, นครพนม และมุกดาหาร

“การออกลาดตระเวนหาข่าวตามแนวชายแดน ต้องทำอย่างเข้มข้น เพราะในช่วงวิกฤตโควิด-19 นี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ได้ไปปฏิบัติงานในส่วนของพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ทำให้กำลังมีน้อย จึงเป็นช่องว่างให้ทางผู้ที่ลักลอบนำยาเสพติดลักลอบเข้ามาในประเทศ ซึ่งมีทั้งผู้ค้า และผู้เสพที่อาศัยช่องว่างตรงนี้ในการกระทำความผิด”