วันที่ 17 เม.ย.63 เวลา 10.30 น. ณ ห้องศูนย์ TIC ชั้น 4 อาคาร 1 สตม.(สวนพลู) สาธร​ กทม. : พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์,พล.ต.ต.ณัฐพล แสวงกิจ รอง ผบช.สตม.,พล.ต.ต.ชำนาญ ชำนาญเวช ผบก.ตม 5,พ.ต.อ.เอกกร บุษบาบดินทร์ รอง ผบก.ตม.5,พ.ต.อ.อรุษ แสงจันทร์ รอง ผบก.ตม.6,พ.ต.อ.เศรษฐภัทร ณ สงขลา ผกก.สส.บก.ตม.5,พ.ต.อ.ภคยศ ทนงศักดิ์ ผกก.สส.บก.ตม.6,พ.ต.อ.ไพฑูรย์ กุลัตถ์นาม รอง ผบก.ฯ ปฏิบัติราชการ บก.ตม.6,พ.ต.อ.ศุภฤกษ์ พันธ์โกศล ผกก.ตม.จ.สุราษฎร์ธานี,พ.ต.อ.สังคม ตัดโส ผกก.ตม.จ.ตาก และ พ.ต.ท.นพรัช ยังดำรง สว.ตม.จ.พะเยา ร่วมแถลงข่าวผลการจับกุมอาชญากรรมข้ามชาติ ดังนี้

คดีที่​ 1.กองกำกับการสืบสวนสอบสวน กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 5 จับกุมผู้ต้องหาเครือข่ายค้ามนุษย์ (ตุ๋ยเด็ก) จำนวน 2 ราย​ คือนายสุรศักดิ์หรือสาด ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดเชียงใหม่ ส่งดำเนินคดีในความผิดฐาน “ค้ามนุษย์โดยการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการค้าประเวณีเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี ฯลฯ” และนายสุทธิพงษ์ หรือปอย หรือใบ้ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดเชียงใหม่ ส่งดำเนินคดีในความผิดฐาน “กระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามฯลฯ”

โดยก่อนจับกุม กก.สส.บก.ตม.5 ได้ร่วมกับ ศพดส.ภ.5 ทำการสืบสวนพฤติการณ์เครือข่ายค้ามนุษย์ พบว่ามีการนำเด็กชายมารอลูกค้าบริเวณประตูท่าแพจังหวัดเชียงใหม่ และทราบข้อมูลจากเด็กซึ่งเป็นเหยื่อว่าพักอาศัยอยู่บ้านนายสาด ทราบชื่อภายหลังคือนายสุรศักดิ์ และมีชายวัยกลางคนมาติดต่อซื้อบริการทางเพศ กับนายสุรศักดิ์ฯ ทราบชื่อภายหลังคือนายสุทธิพงษ์​ฯ​ หรือปอย หรือใบ้ และยังมีชายชาวต่างชาติอีกคนทราบชื่อต่อมาคือนายเอ็ดดี้ฯ สัญชาติเบลเยี่ยม พงส.ศพดส.ภ.5 จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขอหมายจับนายสุรศักดิ์ฯ,นายสุทธิพงษ์ฯ และนายเอ็ดดี้ฯ ต่อมาเมื่อวันที่ 11 มี.ค.63 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.ตม.5 ได้บูรณาการร่วมกับ ศพดส.ภ.5 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำหมายจับศาลไปทำการจับกุมตัว นายสุรศักดิ์ฯ และ นายสุทธิพงษ์ฯ ส่วนนายเอ็ดดี้ฯ ตรวจสอบพบว่าได้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรไปแล้ว กก.สส.บก.ตม.5 จึงได้ประสานข้อมูลและขึ้นบัญชีเฝ้าดูไว้แล้ว เพื่อจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

คดีที่​ 2.ตม.พะเยา จับกุมและตรวจยึดหน้ากากอนามัยเกินราคา ฉวยโอกาสซ้ำเติมประชาชน : เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม.จ.พะเยา,กก.สส.ภ.จ.พะเยา,พาณิชย์จังหวัดพะเยา และ กอ.รมน.จ.พะเยา​ ได้สืบสวนหาข่าวผู้ที่มีพฤติการณ์กระทำความผิดดังกล่าวทางสื่อโซเชียลมีเดีย และพบผู้ใช้งานเฟสบุ๊ครายหนึ่ง เสนอขายหน้ากากอนามัย จึงให้สายลับติดต่อขอซื้อและผู้ขายทราบชื่อต่อมาคือ น.ส.นิติภรณ์ หรือใหม่ และตกลงซื้อขายหน้ากากอนามัย จำนวน 100 ชิ้น (2 กล่อง) ราคา 1,660 บาท เมื่อถึงเวลานัดหมาย น.ส.นิติภรณ์ฯ ได้ให้นายอนุรักษ์ หรือบาส ส่งมอบหน้ากากอนามัยให้กับสายลับ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้จับกุมตัว นายอนุรักษ์ฯ และ น.ส.นิติภรณ์ฯ พร้อมยึดหน้ากากอนามัยภายในร้านของนายอนุรักษ์ฯ ที่อยู่ใน อ.เมืองพะเยา ซึ่งเป็นสถานที่ส่งมอบ จำนวน 1,100 ชิ้น รวมของกลางทั้งหมด 1,200 ชิ้น ส่งดำเนินคดี ในความผิดฐาน “ร่วมกันจำหน่ายหน้ากากอนามัยซึ่งเป็นสินค้าควบคุมในราคาสูงเกินสมควร”

ในชั้นจับกุมผู้ต้องหาให้การว่าซื้อหน้ากากอนามัยของกลาง มาจาก นางณภาภัช หรือกิ๊บ อาศัยอยู่ใน อ.เมืองพะเยา เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงอาศัยเหตุเร่งด่วนเข้าตรวจค้นบ้านของ นางณภาภัชฯ โดยได้รับความยินยอมและมี นางณภาภัชฯ เป็นผู้นำทำการตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบหน้ากากอนามัยยี่ห้อ SMP จำนวน 411 กล่อง (จำนวน 20,550 ชิ้น) หน้ากากอนามัยยี่ห้อ LIWORLDCO จำนวน 152 กล่อง (จำนวน 7,600 ชิ้น) หน้ากากอนามัยยี่ห้อ FAMAPRO จำนวน 122 กล่อง (จำนวน 6,100 ชิ้น) รวมหน้ากากอนามัยจำนวนทั้งสิ้น 685 กล่อง (34,250 ชิ้น) จึงได้ทำการตรวจยึดส่งพนักงานสอบสวนเพื่อตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

คดีที่​ 3.ตม.ตาก รวบคนไทย 3 คน ลักลอบขนต่างด้าวเข้าเมืองร้อยกว่าชีวิต : เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนและเจ้าหน้าที่จุดตรวจร่วมบ้านห้วยหินฝน ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตาก ได้ร่วมกันตั้งจุดตรวจจุดสกัดในเส้นทางก่อนเข้า อ.แม่สอด จ.ตาก (ในช่วงการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.ควบคุมโรคฯ) ตรวจพบรถยนต์โดยสารของบริษัท เชิดชัยทัวร์ จำนวน 3 คัน ได้แก่​ รถยนต์โดยสารของบริษัท เชิดชัยทัวร์ วิ่งประจำทาง กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ มีนายสุนทรฯ เป็นผู้ขับขี่และตรวจพบคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางอีก จำนวน 6 คน,รถยนต์โดยสารของบริษัท เชิดชัยทัวร์ วิ่งประจำทาง แม่สอด-ตาก มีนายสุทธิชัยฯ เป็นผู้ขับขี่และตรวจพบคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางอีก จำนวน 9 คน​ และรถยนต์โดยสารของบริษัท เชิดชัยทัวร์ วิ่งประจำทาง กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ มีนายสุวัฒน์ชัยฯ เป็นผู้ขับขี่และตรวจพบคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางอีก จำนวน 3 คน

จึงทำการจับกุมตัวและแจ้งข้อกล่าวหาคนขับรถจำนวน 3 คน “ฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อ ฉบับที่ 9/2563 ลงวันที่ 1 เมษายน 2563 เรื่องมาตราการป้องกัน ควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) จังหวัดตาก,ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆ ให้คนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฏหมาย พ้นจากการจับกุม” ในส่วนของคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา จำนวน 18 คน แจ้งข้อกล่าวหา “เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต”พร้อมแจ้งสิทธิ์ให้ผู้ถูกจับผ่านล่ามภาษาเมียนมา ทราบแล้วข้างต้น จากนั้นจึงนำตัวกลุ่มผู้ถูกจับทั้งหมดจำนวน 21 คน ส่ง พงส.สภ.แม่สอด จ.ตาก ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

คดีที่​ 4.ตม.สุราษฎร์ฯ รวบปาร์ตี้ต่างชาติกลางเกาะพะงัน ฝ่าฝืนเคอร์ฟิว : ตม.จ.สุราษฎร์ธานี สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เนื่องจากได้รับการประสานจากผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 ต.เกาะพะงัน อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ว่ามีนักท่องเที่ยวได้มั่วสุมเปิดปาร์ตี้กันที่บ้านไม่มีเลขที่ในพื้นที่ หมู่ที่ 4 จากนั้น ตม.จ​.สุราษฎร์ธานี เข้าทำการตรวจสอบบ้านหลังดังกล่าวซึ่งเป็นที่เกิดเหตุ พอถึงที่เกิดเหตุได้ยินเสียงเพลงดังมาจากบ้านหลังดังกล่าว มีการเต้นรำ ร้องเพลง ของกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างขาติ เห็นกลุ่มนักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งอยู่ที่ริมระเบียงและสระว่ายน้ำ บริเวณชั้นสองของบ้านหลังดังกล่าวและพบรถจักรยานยนต์จอดอยู่บริเวณหน้าบ้านประมาณ 17 คัน เมื่อทั้งหมดเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแสดงอาการพิรุธตกใจน่าสงสัย รีบวิ่งไปปิดเสียงเพลง และพยายามปิด ล็อกประตู เจ้าหน้า

ที่ชุดจับกุมจึงได้รีบติดตามเข้าไปในบ้านและแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจขออนุญาตเข้าทำการตรวจสอบ โดยก่อนทำการตรวจสอบได้แสดงความบริสุทธิ์ใจให้นักท่องเที่ยวทั้ง 18 คน จนเป็นที่พอใจแล้วยินยอมให้ทำการตรวจสอบ

จากการตรวจสอบไม่พบสิ่งผิดกฎหมายใด แต่พบอุปกรณ์ในการจัดปาร์ตี้จำนวนหนึ่งประกอบด้วยเครื่องเสียง หูฟัง คอมพิวเตอร์โน้ตบุ้คที่ใช้สำหรับเปิดเพลงในปาร์ตี้ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จำนวนหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะและบนพื้นบริเวณชั้นสองของบ้านที่เกิดเหตุสอบถาม นายโรมานฯ อายุ 32 ปี สัญชาติ รัสเซีย ซึ่งรับว่าเป็นเจ้าบ้านให้การว่า ตนเองได้ชักชวนเพื่อนมาทำอาหารกินและดื่มสังสรรค์กันภายในบ้าน เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาว่าร่วมกันฝ่าฝืนประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ให้ทราบ และควบคุมตัวคนต่างด้าวทั้ง 18 ราย ไปส่ง พงส.สภ.เกาะพะงัน ภ.จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

คดีที่​ 5.สืบสวน ตม.6 นำรถตรวจการณ์อัจฉริยะตรวจเข้ม จับกุมคนต่างด้าว-ไทย ฝ่าฝืนเคอร์ฟิว : เจ้าหน้าที่​กก.สส.บก.ตม.6 ใช้รถยนต์ตรวจการณ์อัจฉริยะออกลาดตระเวน สืบสวน จับกุม บุคคลที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดการปฏิบัติตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดย กก.สส.บก.ตม.6 ได้ทำการออกลาดตระเวนพื้นที่รับผิดชอบ และจัดกำลังสนับสนุนกำลังประจำจุดตรวจ จุดสกัด ซึ่งมีผลการจับกุม ดังนี้​ กก.สส.บก.ตม.6 นำรถยนต์ตรวจการณ์ฯ ออกลาดตระเวนในเขต ต.ท่าช้าง อ.บางกล่ำ จ.สงขลา ได้ตรวจพบและจับกุมตัว นายโซวินฯ และนายมินโซฯ สัญชาติเมียนมา โดยกล่าวหาว่า “ออกนอกเคหะสถานระหว่างเวลา 22.00 นาฬิกา ถึง 04.00 นาฬิกาของวันรุ่งขึ้น โดยไม่ได้รับการยกเว้นหรือมีเหตุจำเป็นอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่” นำส่ง สภ.บางกล่ำ จ.สงขลา เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

และเมื่อวันที่ 11 เม.ย.63 กก.สส.บก.ตม.6 นำรถยนต์ตรวจการณ์ฯ สนับสนุนการตั้งจุดตรวจ/จุดสกัด สภ.ทุ่งลุง​ จ.สงขลา ร่วมกันจับกุมตัว นายกายเพชรฯ,นายประวัติฯ,นายวันชัยฯ และนายสุวัฒน์ฯ โดยกล่าวหาว่า “ออกนอกเคหะสถานระหว่างเวลา 22.00 นาฬิกา ถึง 04.00 นาฬิกาของวันรุ่งขึ้น โดยไม่ได้รับการยกเว้นหรือมีเหตุจำเป็นอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่” นำส่ง สภ.ทุ่งลุง จ.สงขลา เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ ขอ​ฝาก​ประชา​สัมพันธ์​ให้ทราบว่า สตม.มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิด ในด้านต่างๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่นๆ ที่มีหมายจับและมีเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​