นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ชี้ประกาศเคอร์ฟิว โดยยืนยันว่า ประเทศไทยยังไม่มีการปิดประเทศ ซึ่งคนไทยยังสามารถเดินทางเข้ามาได้ เช่น นักศึกษาไทย และผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ เพราะยังไม่ได้มีการปิดสนามบิน โดยยังมีการขนส่งสินค้าจากไทยไปต่างประเทศและขนเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์รวมถึง เวชภัณฑ์ เข้ามา แต่จะมีความเข้มงวดคนต่างประเทศ ที่เดินเข้าไทย โดยขอร้องให้ชะลอการเดินทางเข้า จนถึง 15 เม.ย. 63

ส่วนการประกาศเคอร์ฟิว ห้ามประชาชนออกนอกเคหะสถานเวลา 22.00 น.-04.00 น. นั้น จะมีการประเมินสถานการณ์วันต่อวัน ที่อาจมีการขยับจาก 6 ชั่วโมง เป็น 8 ชั่วโมง หรือ 10 ชั่วโมง ตามลำดับ ทั้งนี้หากฝ่าฟืนต้องถูกดำเนินคดี ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยกเว้นผู้ที่ได้รับอนุญาต คือ ข้อยกเว้นเป็นการทั่วไป ได้แก่ ผู้ที่มีภารกิจปฏิบัติหน้าที่ด้านการแพทย์ ผู้ที่มีอาชีพขนส่งสินค้าเพื่ออุปโภคบริโภค ขนส่งขนสิ้นค้านำเข้า-ส่งออก ขนส่งเงิน ขนส่งหนังสือพิมพ์ ขนส่งผู้ป่วย และผู้ที่ทำงานเป็นผลัดเวร แต่ต้องมีเอกสารแสดงตน ทั้งบัตรประชาชน หนังสือเดินทาง รวมถึงหนังสือรับรองจากหน่วยงานนั้นๆ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ
นอกจากนี้ ยังมีข้อยกเว้นเป็นการเฉพาะราย ที่ไม่ได้อยู่ในข้อกำหนด เช่น อาชีพกรีดยาง ประมง เจ้าหน้าที่การไฟฟ้า และซ่อมสัญญาณโทรศัพท์ โดยขอให้ไปแจ้งเจ้าพนักงาน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน

นายวิษณุ กล่าวว่า หากจังหวัดได้ออกคำสั่งหรือคำแนะนำที่เข้มงวดก็ขอให้ปฏิบัติไปตามนั้น โดยให้ยึดตามประกาศที่เข้มงวดกว่า ส่วนข้อกำหนดข้อ 3 หากมีประชาชนจำเป็นต้องออกนอกประเทศ เช่น พม่า ลาว และมาเลเซีย ขอให้คณะกรรมควบคุมโรคประจำจังหวัดเป็นดำเนินการจัดสถานที่ เพื่อกักกัน หรือ State Quarantine เพื่อตรวจโรค จำนวน 14 วัน และยืนยันว่าไม่อนุญาตให้สื่อออกไปทำข่าวในช่วงที่มีการประกาศเคอร์ฟิว เวลา 22.00-04.00 น. เพราะช่วงเวลานั้นไม่ข่าวอะไรให้ทำ

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า การประกาศเคอร์ฟิว จะช่วยให้ลดการแพร่เชื้อไวรัสโควิด -19 ได้ เพราะเป็นปิดช่วงเวลาในการสังสรรค์ที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดโรคต่อคนจำนวนมากเช่นเดียวกับกรณีสนามมวย