นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า งบประมาณด้านสาธารณสุขปีล่าสุด ได้ลงทุนด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์แค่ 8,000 ล้านบาท และจัดสรรงบประมาณให้สถาบันวัคซีนแห่งชาติเพียง 43 ล้าน จากงบประมาณทั้งหมด 3.2 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 0.25% เท่านั้น ตอนนี้กำลังติดตามเรื่องวัคซีนโควิด19 ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่ยังไม่ได้รับความสนใจมากนักในวงกว้าง เพราะสังคมถูกบีบบังคับให้ต้องคำนึงถึงสถานการณ์เฉพาะหน้าที่ต้องป้องกันและจำกัดการแพร่การระบาดก่อน แต่ในขณะเดียวกันต้องอย่าลืมว่าแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์คือการที่ต้องมีวัคซีน ระหว่างทางนี้เป็นเพียงการซื้อเวลาให้มีความเสียหายน้อยที่สุดเท่านั้น นี่คือความท้าทายที่ทุกประเทศกำลังเผชิญอยู่

วันนี้ประเทศไทยมีหลายทีมที่กำลังติดตามสถานการณ์การพัฒนาวัคซีนอย่างใกล้ชิดโดยมีสถาบันวัคซีนแห่งชาติเป็นผู้ช่วยบริหารจัดการ ตนเชื่อมั่นว่านักวิจัยและแพทย์ไทยมีศักยภาพ การจัดการวิกฤตโควิดนี้ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต ถ้าไทยค้นพบเทคโนโลยีการผลิตวีคซีนได้อย่างรวดเร็วและสามารถผลิตได้สำเร็จ นอกจากจะช่วยเหลือคนไทยด้วยกันเองแล้วยังจะสามารถช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกชาติอื่นๆ ด้วย

ดังนั้นถ้าเพิ่มงบประมาณในการวิจัยให้เพียงพอ มีความเป็นไปได้สูงที่จะสามารถทำสิ่งนี้ได้สำเร็จและทันท่วงทีเมื่อโอกาสนั้นมาถึง ขณะนี้นิยามความมั่งคงของชาติไม่ใช่การทหาร แต่เป็นความมั่นคงด้านสาธารณสุข ดังนั้นประเทศไทยต้องติดตาม พัฒนาการวิจัยควบคู่กันไปกับระดับนานาชาติ อยากเน้นย้ำให้รัฐบาลไทยคำนึงถึงงบประมาณในด้านนี้ด้วย เพราะนี่คือแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สำหรับวิกฤตโควิด ประเทศไทยต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปิดประชุมสภาในปลายเดือนพฤษภาคมนี้ พรรคก้าวไกลจะเสนอจัดงบประมาณใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกในปัจจุบันมากขึ้น