เมื่อวันที่ 14 ม.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณี พ.ต.อ.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ รอง ผบก.อก.บช.ภ.9 ยื่นฟ้องพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ต่อศาลทุจริตและประพฤติมิชอบ ในข้อหาใช้อำนาจแต่งตั้ง โดยมีเหตุจูงใจจากสาเหตุโกรธแค้น ว่า กรณีนี้น่าจะจบไปได้แล้ว แต่เพื่อให้เกิดความกระจ่างในประเด็นที่ยังมีการพูดกันไปกันมา หรือในประเด็นที่มีการสื่อสารกันแล้วเกิดความคลาดเคลื่อนและบิดเบือนกันไป ผบ.ตร.อยู่ในตำแหน่งที่เป็นบุคคลสาธารณะ พร้อมที่จะได้รับการตรวจสอบ ดังนั้นการฟ้องร้องกัน ถือเป็นเรื่องธรรมดา ผบ.ตร.ไม่ได้ติดใจอะไร แต่สิ่งที่อยากจะฝาก คือกรณีที่ พ.ต.อ.ไพรัตน์ ออกไปพูดกับสื่อมวลชนถึงการแต่งตั้งโยกย้ายตนเองถูกกลั่นแกล้ง จึงอยากจะถามกลับไปว่าความประพฤติของตนเองที่ผ่านมา นับตั้งแต่ พ.ศ.2544 ตั้งแต่ยังดำรงตำแหน่ง สว.จนปัจจุบันมีเรื่องร้องเรียนล่าสุด เมื่อปี พ.ศ.2560 ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรี่ยไร การบังคับขายบัตรกิจกรรมดนตรี เพื่อนำรายได้มาใช้ในกิจการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรณีอย่างนี้ทำไมไม่พูดออกไปบ้าง อยากให้เอาข้อเท็จจริงมาพูดกันดีกว่า การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ รองผบก.ถึง ผกก.มีการแต่งตั้งทั้งหมุนเวียน และรับตำแหน่งที่สูงขึ้น ประมาณ 2,500 ตำแหน่ง หลังคำสั่งมีผลเมื่อวันที่ 13 ธ.ค.2562 และให้ไปรายงานตัวในวันที่ 16 ธ.ค.2562 ดังนั้นในเมื่อเวลาล่วงเลยผ่านมาประมาณ 1 เดือน ทำไมเพิ่งจะตื่นมาฟ้องร้องว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม มรการรอรับฟังสัญญาณอะไรหรือไม่ จึงได้ออกมาฟ้องร้องในช่วงนี้ อีกทั้ง ผบ.ตร.ไม่รู้จัก พ.ต.อ.ไพรัตน์ เป็นการส่วนตัว ในการแต่งตั้งผู้ที่ทำหน้าที่จะนำข้อมูลมาประกอบการแต่งตั้ง แนะพิจารณาไปตามเนื้อผ้า หลักการแต่งตั้งหากไม่พอใจเราก็มีช่องทางในการร้องทุกข์ ชัดเจนอยู่แล้ว แต่ทำไม่ พ.ต.อ.ไพรัตน์ ไม่ใช้ช่องทางเหล่านี้
รองโฆษกตร. กล่าวอีกว่า กรณีนี้ตามที่มีการนำเสนอโยงไปถึงบุคคลอื่น ตนก็มีความสับสน เพราะกรณีนี้ พ.ต.อ.ไพรัตน์ ฟ้องต่อศาลถึงการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของผบ.ตร.เมื่อเป็นประเด็นของ 2 บุคคล แล้วไปโยงถึง พล.ต.ท.สุเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษสำนักนายกรัฐมนตรี เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยทำไม เป็นการดำเนินการเพื่อให้เกิดความสับสน ทำให้เกิดความซับซ้อนขึ้น หรือมีนัยยะอะไร คนละเรื่องกัน เรื่องของใครก็เรื่องของคนนั้น ต้องย้อนกลับไปดูว่าทำไมช่วงนี้มีประเด็นเหล่านี้ออกมา ถ้าช่วงนี้มีออกมาอย่างนี้ ตนเชื่อว่าในอนาคตก็จะมีกรณีอย่างนี้ออกมาอีก

ด้าน พล.ต.ต.เดชา กัลยาวุฒิพงศ์ ผบก.ทพ. กล่าวว่า การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจมีระเบียบ หลักเกณฑ์ และกฎหมายในการแต่งตั้ง โดย กฎก.ตร.ในการแต่งตั้ง ในปี พ.ศ.2561 มีสาระสำคัญวางหลักการการแต่งตั้งไว้ว่า การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งใด ให้คำนึงถึงหน้าที่ความรับผิดชอบในการดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ โดยยึดหลักว่าทุกพื้นที่ต้องมีข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติหน้าที่ ผู้มีอำนาจสามารถแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ในลักษณะงานและพื้นที่แตกต่างไปจากเดิมได้ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และการทำงานที่รอบด้าน ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาพิจารณาและเห็นว่าเป็นประโยชน์แก่ราชการ สามารถแต่งตั้งข้าราชการตำรวจไปดำรงตำแหน่งต่างๆได้ตามสมควร ตามความเหมาะสม สำหรับอำนาจการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจในระดับ รอง ผบก.ลงมา พ.ร.บ.ตำแหน่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 54 ซึ่งแก้ไขคำสั่งตามอำนาจคสช. ให้อำนาจ ผบ.ตร.ในการแต่งตั้ง โดยการแต่งตั้งจะทำในรูปคณะกรรมการ และจะมีการเศนอขึ้นมาตั้งแต่ระดับบก. บช.จนถึงตร.

พล.ต.ต.เดชา กล่าวอีกว่า กรณีของ พ.ต.อ.ไพรัตน์ เดิมดำรงตำแหน่ง รอง ผบก.ภ.จว.เพชรบุรี และในการแต่งตั้งในวาระล่าสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีคำสั่งให้ไปดำรงตำแหน่ง รองผบก.อก.บช.ภ.9 ซึ่งเป็นการแต่งโดยพิจารณาถึงความเหมาะสมของผู้บังคับบัญชา โดยข้อเท็จจริงเบื้องต้น พ.ต.อ.ไพรัตน์ มีเรื่องถูกร้องเรียนถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมหลายประการ การแต่งตั้งครั้งนี้ จึงเป็นไปตามระเบียบและหลักเกณฑ์ สำหรับประเด็นการแต่งตั้งครั้งสุดท้ายไม่ครบ 2 ปี ซึ่งตามกฎก.ตร.ไม่ได้กำหนดเรื่องนี้ไว้แล้ว โดยผบ.ตร.ได้วางแนวหลักไว้ว่า หากดำรงตำแหน่งไม่ครบ 2 ปี ให้มีเหตุผลตามความจำเป็นในการแต่งตั้งโยกย้ายทุกราย การแต่งตั้งวาระต่างๆที่ผ่านมา มีการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจครั้งสุดท้ายไม่ครบ 2 ปี ตามเหตุที่หน่วยต่างๆเสนอมาอยู่แล้ว เมื่อการแต่งตั้งเสร็จสิ้นลง ข้าราชการตำรวจรายใดที่เห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถใช้สิทธิ์ในการร้องทุกข์ต่อก.ตร.ตามพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ มาตรา 106 ได้

ด้าน พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า กำลังพิจารณาในการฟ้อง พ.ต.อ.ไพรัตน์ ที่กล่าวพาดพิง รวมถึงสื่อมวลชนที่ให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ ซึ่งมีหลักฐานยืนยันว่า ได้ทั้งสองเรื่องไม่ใช่การกลั่นแกล้งเป็นการดำเนินการไปตามกฏหมาย โดยเฉพาะข้อร้องเรียนเรื่องการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง คดีนี้ศาลยกฟ้องไปแล้ว ทั้งที่คดีศาลจังหวัดเพชรบุรี และศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.2562