วันที่ 8 พ.ย. 2562 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. , พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผกก.2 บก.ป. , พ.ต.ท.ณัทกฤช น้อยคำปัน ,พ.ต.ท.สมบัติ มีมงคล, พ.ต.ท.วิศิษฐ์ พลบม่วง,พ.ต.ท.วิญญู แจ่มใส รอง ผกก.2 บก.ป.

พ.ต.ท.กษิดิ์เดช เจริญลาภ สว.กก.2 บก.ป. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการที่ 4 กก.2 บก.ป.ได้ร่วมกันจับกุมตัว นายสุขสันติ์ หรือ ศักร์สฤษฎ์ หรือ ศักยะ ลุสนานนท์ อายุ 60 อดีตพนักงานธนาคารฝ่ายสินเชื่อแห่งหนึ่ง ปี ชาว ต.ท่าทราย อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี

ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ที่ 21/2560 ลง 19 ก.ย.2560 โดยต้องหาว่ากระทำผิดฐาน “เป็นพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย และฐานเป็นพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์การหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น”

จับกุมตัวได้ที่ บริเวณริมถนนพหลโยธิน ซอย 30 เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ด้วยทาง เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. สืบสวนติดตามจับกุม นายสุขสันติ์ หรือ ศักร์สฤษฎ์ หรือ ศักยะ ลุสนานนท์ ผู้ต้องหาตามหมายจับ กรณีเหตุเกิดระหว่าง ปี พ.ศ.2540 – พ.ศ.2543 ผู้ต้องหาเมื่อมีตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่สินเชื่อของธนาคาร ได้ยักยอกเงินโดยวิธีการตั้งวงเงินสินเชื่อโดยใช้ชื่อตนเองและชื่อผู้อื่นทั้งที่ไม่ได้รับอนุมัติและไม่ได้ทำสัญญากู้ แล้วถอนเงินไปใช้โดยมิชอบเป็นเหตุให้ธนาคารได้รับความเสียหาย จำนวนกว่า 5 แสนบาท

จากการสืบสวน ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ป. และ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทราบว่าผู้ต้องหาหลบมาพักอาศัยอยู่บริเวณ ถ.พหลโยธิน ซอย 30 เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร จึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ และสามารถจับกุมผู้ต้องหา ส่ง สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 2 เพื่อฟ้องคดีต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ดำเนินคดีต่อไป

จากการสอบถาม นายสุขสันติ์ หรือ ศักร์สฤษฎ์ หรือ ศักยะ ลุสนานนท์ ให้การยอมรับสารภาพว่า ตนทำงานธนาคาร ประมาณ 10 ปี มีหน้าที่อนุมัติสินเชื่อ ได้ทำการยักยอกเงินธนาคารโดยอนุมัติสินเชื่อให้ตนเอง และทำการเพิ่มวงเงินให้ตนเองหลายๆครั้ง และนำบัญชีบุคคลอื่น มาทำการตั้งวงเงินสินเชื่อ แล้วจะเบิกเงินออกมา ผู้ต้องหารับว่าทำทั้งหมดจำนวนหลายสิบครั้ง ยอดเงินรวมกว่า 5 แสนบาท แต่ตนได้ยินยอมชดใช้เงินให้ธนาคารหมดแล้ว ตนเองไม่ทราบว่ามีหมายจับ จึงไม่ได้หลบหนีไปไหน