ตร.ทล. รวบ 2 ผตห. ชาว อุบล ตระเวนลักลวดทองแดง ทางหลวง

โจร ลักทองแดง ทางหลวง

อุบลราชธานี, 28 ต.ค.69 – จากนโยบายของ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) และ พล.ต.ต.บุญลือ ผดุงถิ่น ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง (ผบก.ทล.) ให้เร่งปราบปรามอาชญากรรม ว่าที่ พ.ต.ท.สมโภชน์ บุญชะยา สว.ส.ทล.4 กก.6 บก.ทล. จึงร่วมกับตำรวจ สภ.สิรินธร และเจ้าหน้าที่แขวงทางหลวงอุบลราชธานีที่ 2 จับกุมตัวผู้ต้องหาจำนวน 2 ราย ได้แก่ นายอนุวัตร หรือเล็ก (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี และ นายพีระภัทร หรือพี (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 21 ปี ได้ที่บริเวณกระท่อมไม่มีเลขที่ และบ้านเลขที่ 12 หมู่ที่ 4 ต.นิคมสร้างตนเองลำโดมน้อย อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี ตามหมายจับศาลจังหวัดอุบลราชธานี ที่ จ.671/2569 ลงวันที่ 27 ต.ค. 69 ข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ และ เสพยาเสพติด พร้อมของกลาง เป็นรถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน 1 คัน, เศษปลอกหุ้มสายไฟ ปอกแล้ว ครึ่งกระสอบ, ลวดทองแดงปอกแล้ว 2 กก. และขดลวดทองแดง พร้อมอุปกรณ์ที่ใช้ตัดสายไฟ อาทิ คีมตัดสายไฟ,ไขควง,มีด,ถุงมือกันไฟช็อต,ไฟฉายคาดศีรษะ และอุปกรณ์เสพยาบ้า

​โดยเมื่อวันที่ 25 – 26 ตุลาคม 2569 ได้เกิดเหตุคนร้ายตระเวนลักลอบงัดตู้ควบคุมไฟส่องสว่างและตัดสายไฟทางหลวง บริเวณถนนทางหลวงหมายเลข 217 (กม.70-73) ทางเข้าเขื่อนสิรินธร ต.คำเขื่อนแก้ว อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี เป็นจำนวนถึง 3 ตู้ ต่อเนื่องกัน ส่งผลให้ระบบไฟฟ้าส่องสว่างบนทางหลวงดับมืดสนิทเป็นทางยาว ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนต้องเสี่ยงภัยและอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง อีกทั้งบริเวณดังกล่าวยังเป็นเส้นทางสำคัญที่ประชาชนใช้สัญจรไปยังเขื่อนสิรินธร, จุดผ่านแดนถาวรช่องเม็ก และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของ จว.อุบลราชธานี  แขวงทางหลวงอุบลราชธานีที่ 2 จึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.สิรินธร และประสานงานมายังตำรวจทางหลวงอุบลราชธานี เพื่อให้สืบสวนติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

​ต่อมา ทล.พร้อมชุดสืบสวน สภ.สิรินธร และแขวงทางหลวงอุบลราชธานีที่ 2 ร่วมกันพิสูจน์ทราบตัวผู้ก่อเหตุได้ว่าคือ นายอนุวัตร อายุ 26 ปี และนายพีระภัทร อายุ 21 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่ที่มีประวัติเคยถูกจับกุมดำเนินคดีในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์มาแล้วหลายครั้ง จึงขออนุมัติหมายจับจากศาล กระทั่งวันที่ 28 ตุลาคม เวลาประมาณ 06.20 น. เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้นำกำลังพร้อมหมายจับ เข้าตรวจค้นที่บริเวณกระท่อมไม่มีเลขที่ และบ้านพักในพื้นที่ หมู่ 4 ต.นิคมสร้างตนเองลำโดมน้อย อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี สามารถจับกุมตัวนายอนุวัตรฯ และนายพีระภัทรฯ ได้ ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจค้นบริเวณที่พักของผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย พบพยานหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันถึงการก่อเหตุอย่างครบถ้วน ได้แก่ คีมตัดสายไฟ 2 อัน, ถุงมือกันไฟช็อตสีแดง, ไขควง, มีด, ไฟฉายคาดศีรษะ, รถจักรยานยนต์และเสื้อผ้าที่ใช้ในวันก่อเหตุ ตลอดจนพบกองเศษปลอกหุ้มสายไฟที่ถูกปอกเอาลวดทองแดงออกแล้วบรรจุอยู่ภายในกระสอบปุ๋ยอีกครึ่งกระสอบ จึงได้ทำการตรวจยึดไว้เป็นของกลาง

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้คุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ไปขยายผลตรวจยึดของกลางที่ ร้านรับซื้อของเก่าในพื้นที่ ต.นิคมสร้างตนเองลำโดมน้อย และสามารถตรวจยึดลวดทองแดงของกลาง น้ำหนัก 2 กิโลกรัม ที่ผู้ต้องหานำมาขายไว้ในราคา 600 บาท กลับคืนมาได้ ก่อนควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.สิรินธร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ซึ่งปฏิบัติการตั้งแต่รับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้สืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ขอออกหมายจับ จนนำไปสู่การจับกุมตัวในครั้งนี้ ใช้เวลาทั้งสิ้นเพียง 46 ชั่วโมง

ทั้งนี้ผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย รับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาว่า ได้ร่วมกันขับขี่รถจักรยานยนต์ตระเวนไปตามริมถนนทางหลวงในช่วงเวลากลางวันและกลางคืน ก่อนจะใช้ไขควงและมีดงัดเปิดตู้ควบคุมไฟส่องสว่าง แล้วสวมถุงมือกันไฟช็อตใช้คีมตัดสายไฟนำกลับมาปอกเปลือกเอาเฉพาะลวดทองแดงที่กระท่อมพักอาศัย เมื่อปอกเสร็จได้นำลวดทองแดงน้ำหนักประมาณ 2 กิโลกรัม ไปขายให้กับร้านรับซื้อของเก่าในพื้นที่ ได้เงินสดมาเพียง 600 บาท จากนั้นจึงนำเงินที่ได้ไปแบ่งกันซื้อยาบ้ามาเสพ

จากการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม พบว่าผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย เป็นกลุ่มวัยรุ่นติดยาเสพติดที่มีพฤติการณ์ตระเวนงัดแงะ ลักทรัพย์สินในหมู่บ้านมาอย่างโชกโชน สร้างความเดือดร้อนและหวาดผวาให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก โดยนายอนุวัตรฯ เคยถูกจับกุมในข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต (ปืนไทยประดิษฐ์) ส่วนนายพีระภัทรฯ เคยมีประวัติถูกดำเนินคดีในข้อหาลักทรัพย์และความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

​

ในส่วนของการสำรวจความเสียหาย พบว่าการที่คนร้าตัดสายไฟไปจำนวน 3 ตู้แลกเงินเพียง 600 บาท สร้างความเสียหายต่ออุปกรณ์และงบประมาณแผ่นดินในการซ่อมแซมและเดินระบบสายไฟฟ้าส่องสว่างตลอดแนวเส้นทางใหม่ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายหลักแสนบาท สำคัญที่สุดคือความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้จากความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนอันเนื่องมาจากไฟส่องสว่างดับมืดสนิท

โดย บช.ก. หรือ CIB ได้จ้งเตือนภัยไปยังประชาชน รวมถึงผู้ประกอบการ ว่า การ​ตัดสายไฟหลวง = “ฆาตกรทางอ้อม” : การลักตัดสายไฟฟ้าส่องสว่างทางหลวง ไม่ใช่เพียงการขโมยทรัพย์สินของรัฐที่มีอัตราโทษจำคุกสูง แต่เป็นการกระทำที่เห็นแก่ตัวขั้นร้ายแรง เพื่อแลกกับเงินเพียงไม่กี่ร้อยบาทไปซื้อยาเสพติด ทว่าผลกระทบทางอ้อมนั้นสร้างความสูญเสียมหาศาล ทำให้ถนนมืดมิด ก่อให้เกิดอุบัติเหตุที่อาจพรากชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้รถใช้ถนน และ ผู้บริสุทธิ์