รัฐสภา, 28 ตุลาคม 2569 – นายจุติ ไกรฤกษ์ ประธานคณะกรรมาธิการ การเงิน การคลัง สถาบันการเงิน และตลาดการเงิน (กมธ.การเงิน) สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีฝ่ายค้านระบุว่ามาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน E20 และ B20 ระยะเวลา 3 เดือน ไม่ครอบคลุมผู้ใช้น้ำมันส่วนใหญ่ ว่า รัฐบาลจำเป็นต้องชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนเข้าใจ เนื่องจากประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศสูงถึงร้อยละ 90 จึงไม่สามารถควบคุมราคาน้ำมันได้ทั้งหมด ประกอบกับสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศ ทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และค่าประกันภัย หากความขัดแย้งยังไม่ยุติ ราคาน้ำมันก็ยังมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
นายจุติ กล่าวว่า น้ำมันเป็นต้นทุนหลักของสินค้า การขนส่ง และการผลิตไฟฟ้า รวมทั้งปุ๋ยทางการเกษตรที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า เมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้นจึงส่งผลกระทบไปยังต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพ รัฐบาลจึงต้องพยายามพยุงราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้ม ควบคู่กับการลดต้นทุนด้านอื่นที่สามารถดำเนินการได้ สำหรับการลดภาษีน้ำมัน E20 และ B20 นอกเหนือจากการบรรเทาภาระประชาชนแล้ว ยังมีเป้าหมายสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อช่วยเพิ่มช่องทางการใช้ผลผลิตและพยุงราคาพืชผลทางการเกษตร ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงทางเลือก
นายจุติ กล่าวด้วยว่า การลดค่าครองชีพที่ไม่ควรมองเฉพาะราคาน้ำมันเท่านั้น แต่ต้องมองการลดต้นทุนของภาคธุรกิจและประชาชนในภาพรวม โดยเฉพาะการปรับลดขั้นตอนและระยะเวลาในการติดต่อหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งปัจจุบันมีการผลักดันกฎหมายอำนวยความสะดวกและกฎหมายเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถจดทะเบียนธุรกิจ เปลี่ยนแปลงข้อมูล หรือยกเลิกทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ได้ ช่วยลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางและภาระด้านบุคลากรของภาคธุรกิจ
“ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์จองคิวรับบริการทางการแพทย์ ซึ่งประเทศไทยมีสถิติการรับบริการรักษาพยาบาลมากถึง 185 ล้านครั้งต่อปี หากนำระบบจองคิวออนไลน์มาใช้เต็มรูปแบบจะช่วยลดภาระการเดินทางของประชาชนได้มาก รวมถึงการนำเอกสารอิเล็กทรอนิกส์และบัตรประชาชนมาใช้ในกระบวนการทางศาล หากมีคดีเข้าสู่ศาลประมาณ 2 ล้านคดีต่อปี ประหยัดได้คดีละ 1,000 บาท จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและประเทศได้สูงถึง 2,000 ล้านบาทต่อปี” ประธาน กมธ.การเงิน กล่าว
นายจุติ กล่าวอีกว่า นโยบายทุกด้านย่อมมีความเห็นที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการชี้แจงวัตถุประสงค์และประโยชน์ของมาตรการ โดยเชื่อว่าหากกฎหมายและการปรับปรุงระบบบริการภาครัฐสู่ดิจิทัลผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา จะเป็นการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานของภาครัฐครั้งสำคัญ และช่วยลดต้นทุนค่าครองชีพให้แก่ประชาชนได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

