กินรวบประเทศ ที่ประชาชนไม่มีอะไรจะกิน

ครุ่นคิด

เป็น “ดราม่า”ที่ไม่แปลกใจว่าทำไมถึงมีเสียงวิจารณ์อย่างกระหึ่ม! หลังจาก “กะเพรา 4 สายพันธุ์” กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความฮือฮาและทำให้ชาวบ้านตาดำ ๆ เกิดความผวาอย่างมาก เนื่องจากมีความกังวลว่า “ทุนใหญ่” กำลังจะ “ฮุบผักสวนครัวที่” เป็นอาหารยอดนิยมของคนไทย เพราะคนไทยเวลาสั่งข้าว หากนึกอะไรไม่ออกจะสั่งผัดกะเพรา

สำหรับเรื่องนี้ต้องมองหลาย ๆ ชั้นถึง ข้อเท็จจริงทางกฎหมายที่ภาครัฐและเอกชนออกมาชี้แจง ความเข้าใจที่ถูกต้อง และ “คนส่วนใหญ่ในสังคม” ที่ยังมี “ความกังวลลึก ๆ ในเชิงโครงสร้าง” ที่ซ่อนอยู่

ข้อเท็จจริงทางกฎหมาย หลังจากบริษัทยักษ์ใหญ่ ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยื่นจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 จำนวน 4 สายพันธุ์ ได้แก่ กะเพราตระกูลแก้วจุรี (แก้วจุรี 01 – 04) โดยมีระยะเวลาคุ้มครอง 12 ปี โดยชี้แจงว่า “ชาวบ้าน” ยังปลูกผัดกินเองได้ได้ 100% กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ย้ำว่า ประชาชนยังสามารถปลูกกะเพราดั้งเดิม กะเพราบ้าน กะเพราป่า กะเพราแดง/ขาว ที่ขายตามท้องตลาดทั่วไปได้ตามปกติ

แต่สิทธิที่ ไปจดคือ ความคุ้มครองจะจำกัดอยู่แค่พันธุ์ “แก้วจุรี 01-04” ที่พวกเขาปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมาเพื่อส่งโรงงานอาหารแช่แข็งเท่านั้น เพื่อทให้อุตสาหกรรมมหึมาของเขา กฎหมายห้ามเพียงแค่ “ห้ามบุคคลอื่นนำส่วนขยายพันธุ์ (เมล็ดหรือต้นพันธุ์) ของ 4 สายพันธุ์นี้ไปเพาะเพื่อการค้าขยายพันธุ์ขายแข่งขัน” โดยไม่ได้รับอนุญาต

คำถามคือทำไมชาวบ้านคนทั่วไปถึงมองกรณีนี้ด้วย “ความกลัว” ? แม้ว่าในทางกฎหมายและการชี้แจงจะยืนยัน นั่งยัน นอนยัน ระบุว่าไม่กระทบกะเพราดั้งเดิม แต่กลุ่มเอ็นจีโอด้านเกษตรกรรม อาทิเพจ (BIOTHAI) และชาวบ้านทั่วไปยังสะท้อนมุมมองความเสี่ยงในระยะยาว เช่นความกังวลเรื่อง “เกสรปลิวมาผสม” หรือ การเปลี่ยน “สมบัติสาธารณะ” เป็น “ทรัพย์สินส่วนตัว”

นักวิชาการบางส่วนมองว่านี่คือโมเดลการล็อกสิทธิเหนือสายพันธุ์อาหารพื้นบ้าน กะเพราป่าหรือกะเพราพื้นเมืองดั้งเดิมเป็นสิ่งที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์ร่วมกันมาเป็นร้อยปี การที่ทุนใหญ่นำไปปรับปรุงพันธุกรรมเพียงเล็กน้อย แล้วจดถือสิทธิ์ ถือเป็นการตัดโอกาสไม่ให้คนตัวเล็กตัวน้อยเข้าถึงพันธุกรรมที่ดีขึ้น ?

เมื่อเอาเรื่องนี้ไปพิจารณาถึงความกังวลในระยะยาวหากไทยเข้าร่วม UPOV 1991 อนุสัญญาคุ้มครองพันธุ์พืชระหว่างประเทศ ซึ่งกลุ่มต้านชี้ว่า หากประเทศไทยเข้าร่วม อำนาจของ “ทุนใหญ่” จะขยายไปไกลมาก อาจครอบคลุมไปถึงการห้ามเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อในฤดูกาลถัดไป และอาจลามไปถึงการฟ้องร้องยึด “ผลผลิต” คิดกันไปได้ต่าง ๆ นานา และสะท้อนความน่ากลัวมากยิ่งขึ้น แม้จะมีผู้ที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจง อย่างละเอียดเพียง แต่หากเราไปย้อน “ร่องรอย” ทางประวัติศาสตร์ที่มีการทำธุรกิจอย่างสุดทางนั้นทำให้ไม่แปลกใจที่ทำไมคนถึงได้ออกมาวิพากษ์วิจารณือย่างหนัก

ปัญหาและข้อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับ “การกินรวบ” หรือการผูกขาดในแนวดิ่ง ของบริษัทยักษ์ใหญ่ เป็นประเด็นทางเศรษฐกิจและสังคมที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในประเทศไทย เพราะโครงสร้างธุรกิจของเขาครอบคลุมตั้งแต่ “ต้นน้ำยันปลายน้ำ” (เช่น เมล็ดพันธุ์ อาหารสัตว์ ฟาร์มเลี้ยง โรงงานแปรรูป ค้าส่ง ค้าปลีก ไปจนถึงโทรคมนาคม) ก่อให้เกิดข้อกังวลและปัญหาสังคัญในหลายมิติ ทั้ง การครอบงำตลาดและการผูกขาดในอุตสาหกรรม

ที่มีสัญญาผูกมัดเกษตรกร: ระบบเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) ในพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถูกวิจารณ์ว่าสร้างเงื่อนไขที่ทำให้เกษตรกรรายย่อยตกเป็นรอง ต้องรับความเสี่ยงสูง และถูกควบคุมราคาปัจจัยการผลิต การควบคุมและจดสิทธิบัตรสายพันธุ์พืช อันเห็นได้จากการยื่นจดคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ๆ ดราม่าสิทธิบัตรกะเพรา 4 สายพันธุ์ที่เป็นข่าวดัง มิหนำซ้ำที่ผ่านมาเขามักมี อำนาจเหนือตลาดในธุรกิจค้าปลีกและซัพพลายเชน ในการควบรวมกิจการใหญ่ที่มีส่วนแบ่งตลาดใหญ่ เกินกว่า 60-70% ทำให้อำนาจต่อรองต่ำมากถึงมากที่สุด แถมยังต้องเผชิญกับปัญหาที่บริษัทนี้เคยทำเช่น การผลิตสินค้าลักษณะเดียวกันในแบรนด์ของตัวเอง เพื่อมาแข่งตัดราคา ยังไม่รวมถึงการทำลายโชห่วยและผู้ค้ารายย่อย: การขยายสาขาของร้านสะดวกซื้อและโมเดิร์นเทรดอย่างดุดัน ทำให้ร้านโชห่วยท้องถิ่นและพ่อค้าแม่ค้าตลาดสดค่อยๆ สูญเสียรายได้และต้องปิดตัวลง

ธุรกิจโทรคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน การควบรวมสองยักษ์ใหญ่ทำให้ตลาดมือถือและอินเทอร์เน็ตของไทยเหลือผู้เล่นหลักเพียง 2 รายใหญ่ ส่งผลลดการแข่งขันในตลาดอย่างรุนแรง และผู้บริโภคมีความกังวลเรื่องการกำหนดราคาค่าบริการรวมถึงคุณภาพสัญญาณในระยะยาว มีกลุ่มผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยที่แสดงการต่อต้านสินค้าและบริการในเครือนี้ โดยมองว่าเป็นการทำธุรกิจที่ “เอาทุกอย่าง” และไม่เหลือพื้นที่ให้รายเล็กรายย่อยเติบโต และ สังคมมักตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ว่ามีบทบาทเอื้อประโยชน์หรือหละหลวมต่อกลุ่มทุนใหญ่เกินไปหรือไม่ ? เมื่อเทียบกับกฎหมายป้องกันการผูกขาด ในประเทศพัฒนาแล้ว แม้ว่าบริษัทนี้จะออกมาชี้แจงว่า การทำธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำมีวัตถุประสงค์เพื่อ บริหารจัดการต้นทุนและควบคุมคุณภาพสินค้า ให้มีความปลอดภัยและสอดคล้องกันทุกขั้นตอน อีกทั้งจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การลงทุนในเทคโนโลยี นวัตกรรม และขนาดธุรกิจที่ใหญ่ ช่วยให้สินค้าไทยสามารถออกไปแข่งขันในตลาดโลกได้ ก็ตาม  

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการมีอยู่ของรัฐบาลที่นอกจากจะไม่ค่อยคัดค้านแล้ว ยังเอื้อ กรุยทาง ทำให้ทุกบริษัทใหญ่ได้มีโอกาสสุขสบายบนหัวประชาชน ตั้งแต่ลืมตาตื่นนอนจนเข้านอน หลายธุรกิจคือผุกขาดจากหลายบริษัท ทำให้โอกาสประชาชนในการลืมตาอ้าปากลดลง เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจที่ไร้การแข่งขันที่เสรี ทำให้คนรุ่นใหม่หรือชาวบ้านที่มีไอเดียธุรกิจเจริญเติบโตได้ยากมาก เพราะไม่ว่าจะหันไปทำธุรกิจอะไร ก็มักจะเจอกับบริษัทต่างๆ มาแข่งมากำกับ กระทั่งมาทำหมันไม่ให้คนได้หายใจตกอยู่ในสัญญาเหมือนทาสตลอดไป! ระวังไว้ด้วยนะครับว่าหากคิดปล่อยให้เกิดกินรวบประเทศ ที่ประชาชนไม่มีอะไรจะกิน แล้วประเทศจะเป็นเช่นไร ตัวอย่างมีในหลายประเทศให้เห็นแล้ว สัญญาณนี้มี แต่รอวันที่ทุกอย่างทุกปัจจัยมาเป็นตัวเร่งให้อะไรๆที่ไม่อยากจะเกิดต้องเกิด!