“ทุกคนเอาพาสปอร์ตมาหรือเปล่าครับ มีใครลืมไว้ที่โรงแรมไหม?”

คำถามจากไกด์ทำให้ผู้โดยสารบนรถเริ่มค้นกระเป๋ากันทันที ก่อนเข้าชมกำแพงเมืองจีนที่ ด่านจวีหยงกวน (Juyongguan–居庸关) ห่างจากตัวเมืองปักกิ่งประมาณ 1.30 ชั่วโมง เป็นหนึ่งในหลายด่านที่ใกล้กรุงปักกิ่ง ( เช่น ด่านปาต้าหลิ่ง ซื่อหมาไถ มูเถียนยวี่ ฯลฯ ) ต่างชาติต้องใช้หนังสือเดินทางยืนยันตัวตนตามรายชื่อที่จองไว้
แต่ระหว่างรอถึงจุดหมาย เรื่องเล่าบนรถพาเราย้อนเวลาไปไกลกว่านั้นมาก
ปักกิ่งมีประวัติความเป็นมาของเมืองราว 3,000 ปี ชื่อโบราณอย่าง “เยียน” ยังพบได้ในชื่อ Yanjing Beer ทว่าเมืองนี้ไม่ได้เป็นเมืองหลวงมาตลอด 3,000 ปี เว็บไซต์ทางการของปักกิ่งระบุว่าประวัติศาสตร์ในฐานะเมืองหลวงยาวนานกว่า 800 ปี
เมื่อรถมุ่งหน้าไปจวีหยงกวน ภูเขาสองฝั่งทางก็เริ่มตอบคำถามว่า ทำไมต้องสร้างด่านไว้ตรงนี้ จวีหยงกวนอยู่ในเขตชางผิง ทางเหนือของกรุงปักกิ่ง เป็นช่องทางผ่านหุบเขาที่มีความสำคัญต่อการเดินทางและการป้องกันเมืองหลวง กำแพงที่เห็นทอดขึ้นไปตามไหล่เขาจึงเป็นส่วนหนึ่งของระบบป้องกัน ไม่ใช่เพียงแนวกำแพงสำหรับกั้นพื้นที่ ภายในด่านมีทั้งหอประตู หอเฝ้าระวัง และสิ่งก่อสร้างทางทหารหลายประเภท

ไกด์เล่าต่อว่า จิ๋นซีฮ่องเต้คือบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์กำแพงเมืองจีน แต่พระองค์ไม่ได้ทรงเริ่มสร้างกำแพงทั้งหมดจากศูนย์ รัฐต่าง ๆ สร้างแนวป้องกันไว้ก่อนแล้ว หลังรวมแผ่นดินในปี 221 ก่อนคริสตกาล จิ๋นซีฮ่องเต้จึงให้เชื่อมกำแพงบางส่วนทางเหนือเข้าด้วยกัน จากนั้นราชวงศ์ต่าง ๆ ก็ก่อสร้างและซ่อมแซมต่อมาอีกหลายยุค กำแพงเมืองจีนที่เราเห็นจึงเป็นประวัติศาสตร์หลายช่วงเวลาที่ต่อเนื่องกัน
แนวกำแพงอิฐหินที่นักท่องเที่ยวคุ้นตาหลายแห่งเป็นผลงานสำคัญในสมัย ราชวงศ์หมิง ระหว่าง ค.ศ. 1368–1644 ขณะที่กำแพงเก่าบางส่วนใช้ดินอัดแน่น วัสดุและวิธีก่อสร้างที่ต่างกันบอกให้รู้ว่า “กำแพงเมืองจีน” ไม่ได้มีหน้าตาแบบเดียวตลอดสาย
ท่ามกลางเรื่องการทหาร ยังมีเรื่องรักปนเศร้าที่ไกด์หยิบมาเล่า นั่นคือตำนาน เมิ่งเจียงหนี่ว์ หญิงสาวที่เดินทางตามหาสามีซึ่งถูกเกณฑ์ไปสร้างกำแพง เมื่อรู้ว่าเขาเสียชีวิต เธอร้องไห้จนกำแพงพังลง เรื่องนี้เป็นตำนานพื้นบ้าน ไม่ใช่เหตุการณ์ที่ยืนยันได้ แต่สะท้อนภาพความพลัดพรากและความทุกข์ของผู้คนที่ถูกเล่าควบคู่กับกำแพงมาเนิ่นนาน
จวีหยงกวนยังมีสิ่งที่เล่าเรื่องอีกด้านหนึ่งของสถานที่แห่งนี้ นั่นคือ “หยุนไถ” หรือแท่นเมฆ ฐานหินจากสมัยราชวงศ์หยวน ภายในซุ้มประตูมีภาพแกะสลักทางพุทธศาสนาและจารึกคัมภีร์ด้วยอักษรหกแบบ รวมถึงอักษรจีน ทิเบต และสันสกฤต ด่านแห่งนี้จึงเก็บร่องรอยทั้งการป้องกันเมือง ศิลปกรรม และการพบกันของผู้คนหลากหลายวัฒนธรรมไว้ในพื้นที่เดียวกัน
หลังฝนตกเมื่อวันก่อน อากาศระหว่างทางเย็นสบาย ไกด์เรียกช่วงนี้ว่า “ฤดูใบไม้ร่วงสีทอง” อีกไม่กี่นาทีรถก็จะถึงจวีหยงกวน พาสปอร์ตอยู่ในมือแล้ว และกำแพงบนสันเขาก็กำลังปรากฏตรงหน้า

รอบกำแพงเมืองจีนต้นหน้าฤดูใบไม้ร่วงยังเห็นความเขียวขจีของป่าไม้ตามแนวเขา บางแห่งเริ่มเห็นเป็นสีเหลืองอ่อนๆ การเดินขึ้นแต่ละป้อมมีความท้าทายต่างกันไป อย่างป้อมแรกทางเดินกว้างไม่ชัน และผ่านป้อมนี้ไป ทางเดินจะชันและแคบขึ้น ต้องค่อยๆ เดินแบะระวัง สองจ้างทางมีราวจับเพื่อความปลอดภัย หากเหนื่อยก็นั่งหยุดพักระหว่างทางได้
ระหว่างทางดิฉันเจอเพื่อนร่วมทางมาเที่ยวที่นี่จากทั่วโลก ทั้งจากยุโรป สหรัฐ ประเทศอาเซียน และแม้กระทั่งชาวจีนเอง ระหว่างทางมีโอกาสจุดชมวิวถ่ายรูปสวยๆ และโอกาสพูดคุยทำความรู้จักเพื่อนนักท่องเที่ยวด้วยกัน เห็นถึงความอดทนของแต่ละคนที่จะพยามยามเดินขึ้นกำแพงเมืองจีนแต่ละจุดตามที่ตั้งใจ

มีเกร็ดจากไกด์เล่าว่า มีคำกล่าวหนึ่งว่า “คนจริงต้องขึ้นกำแพงเมืองจีน” หรือ “不到长城非好汉” มาจากคำกล่าวในบทกวีของเหมา เจ๋อตง คือวลีภาษาจีนว่า ซึ่งแปลตรงตัวได้ว่า “ผู้ที่ไปไม่ถึงกำแพงเมืองจีน ไม่ถือเป็นวีรบุรุษ (หรือชายชาตรี)” บทกวีในปี ค.ศ. 1935 ชื่อว่า Qīngyuè Chūn – Nìnglù (清平乐·六盘山) ซึ่งกล่าวถึงการเดินทัพผ่านภูเขาลิ่วผานซา ความหมายเชิงเปรียบเทียบ หมายถึงการเอาชนะอุปสรรคอันยิ่งใหญ่ ใครที่ผ่านความยากลำบากไปจนถึงจุดนั้นได้ ถึงจะพิสูจน์ได้ว่าเป็น “คนจริง” หรือ “ลูกผู้ชายตัวจริง”
และแน่นอนว่า ครั้งนี้เราไม่ได้มาเพียงเพื่อถ่ายรูปกับกำแพงเมืองจีน แต่กำลังเดินผ่านด่านที่เคยเป็นประตูสำคัญของปักกิ่ง กับเรื่องราวประวัติศาสตร์หลายพันปีที่ตั้งตระหง่านคู่แผ่นดินจีน และยังเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก
เรียบเรียงจากคำบรรยายระหว่างเดินทาง โดยมณีนาถ อ่อนพรรณา

