หลายคนอาจเคยมีประสบการณ์มองเห็นแสงไฟหน้ารถหรือไฟถนนแตกเป็นวง มองเห็นแสงฟุ้งในเวลากลางคืน รู้สึกว่าภาพไม่คมชัดเหมือนเดิม แต่คิดว่าเป็นเพียงอาการเมื่อยล้าของดวงตาหรือสายตาเสื่อมตามวัย แต่ในความเป็นจริง อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของ “โรคต้อกระจก” ซึ่งเป็นโรคทางตาที่พบมากที่สุดในผู้สูงอายุ และเป็นสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นที่สามารถรักษาได้

พญ.เพชรลดา ภิญโญเศรษฐ์ จักษุแพทย์ผู้ชำนาญการด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา EBH โรงพยาบาลตากรุงเทพ กล่าวว่า ต้อกระจกเกิดจากการเสื่อมของเลนส์แก้วตาตามธรรมชาติ ทำให้เลนส์ตาที่เคยใสเริ่มขุ่นมัว ส่งผลให้แสงผ่านเข้าสู่จอประสาทตาได้ไม่เต็มที่ ผู้ป่วยจึงเริ่มมีอาการมองเห็นภาพมัว สีสันซีดลง เห็นแสงฟุ้งหรือรัศมีรอบดวงไฟ โดยเฉพาะในเวลากลางคืน
“ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่าเป็นเพียงสายตาเสื่อม จึงปล่อยไว้จนโรคลุกลาม ทั้งที่หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น สามารถวางแผนการรักษาและกลับมามองเห็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
สำหรับลักษณะภาพที่เห็นในแต่ละช่วงของโรค ต้อกระจกเป็นโรคที่ค่อย ๆ พัฒนา โดยความผิดปกติของการมองเห็นจะเปลี่ยนแปลงไปตามระยะของโรค ได้แก่
• ระยะเริ่มต้น ผู้ป่วยจะเริ่มรู้สึกว่าภาพไม่คมชัด สีสันดูหม่นลง โดยเฉพาะสีขาวที่อาจดูออกเหลือง และเริ่มรู้สึกว่าต้องใช้แสงสว่างมากขึ้นในการอ่านหนังสือ
• ระยะปานกลาง ความขุ่นของเลนส์ตามีมากขึ้น ทำให้มองเห็นแสงไฟฟุ้งกระจาย เห็นรัศมีรอบดวงไฟ (Halos) ขับรถกลางคืนลำบาก และการมองเห็นลดลงอย่างชัดเจน
• ระยะต้อสุก เลนส์ตาขุ่นเกือบทั้งหมด มองเห็นได้เพียงเงาหรือแสงรำไร หากปล่อยไว้อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น ต้อหิน และส่งผลให้การรักษายุ่งยากมากขึ้น
5 สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม หากคุณหรือคนในครอบครัวมีอาการต่อไปนี้ ควรรีบเข้ารับการตรวจโดยจักษุแพทย์
- มองเห็นแสงฟุ้งหรือรัศมีรอบดวงไฟ โดยเฉพาะเวลากลางคืน
- มองเห็นภาพซ้อน แม้ปิดตาข้างหนึ่งแล้ว
- ต้องเปลี่ยนแว่นสายตาบ่อย เพราะมองเห็นไม่ชัดเหมือนเดิม
- ไวต่อแสงหรือแพ้แสงมากขึ้น ต้องหรี่ตาเมื่อเจอแสงแดดหรือไฟสว่าง
- การมองเห็นเปลี่ยนไปโดยไม่ทราบสาเหตุ เช่น อ่านหนังสือได้ดีขึ้นชั่วคราว ทั้งที่เคยต้องใส่แว่นสายตายาว
อาการเหล่านี้อาจดูเหมือนไม่รุนแรง แต่หากปล่อยไว้ ความขุ่นของเลนส์ตาจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งการอ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์ การทำงาน และการขับรถ รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้มในผู้สูงอายุ
ปัจจุบันรักษาได้ ไม่ต้องรอให้ “ต้อสุก”ปัจจุบันการรักษาต้อกระจกมีความปลอดภัยและแม่นยำมากขึ้น โดยใช้เทคนิค Phacoemulsification หรือการสลายต้อกระจกด้วยคลื่นอัลตราซาวด์ผ่านแผลขนาดเล็ก ร่วมกับการใส่เลนส์แก้วตาเทียมที่เหมาะกับการสภาพดวงตาและการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็นเลนส์ระยะเดียว เลนส์หลายระยะ หรือเลนส์แก้สายตาเอียง ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับมามองเห็นได้ชัดเจน และลดการพึ่งพาแว่นสายตา
นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังใช้เทคโนโลยี Digital Marker ซึ่งช่วยให้จักษุแพทย์สามารถอ้างอิงตำแหน่งและแนวแกนสายตาเอียงของผู้ป่วยระหว่างการผ่าตัดได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เทคโนโลยีดังกล่าวมีประโยชน์ในผู้ป่วยที่ต้องใส่เลนส์แก้วตาเทียมชนิดแก้สายตาเอียง (Toric IOL) เนื่องจากการวางเลนส์ให้ตรงกับแนวแกนที่วางแผนไว้เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเพิ่มคุณภาพการมองเห็นของผู้ป่วย
EBH โรงพยาบาลตากรุงเทพ ให้บริการรักษาโรคต้อกระจก ภายใต้แนวคิด Personalized Eye Care โดยทีมจักษุแพทย์เฉพาะทาง พร้อมเครื่องมือวินิจฉัยและผ่าตัดที่ทันสมัย ตั้งแต่การตรวจประเมินสุขภาพดวงตา การคำนวณเลนส์แก้วตาเทียมที่แม่นยำ การเลือกใช้เลนส์แก้วตาเทียมที่เหมาะสม ไปจนถึงการติดตามผลหลังผ่าตัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับผลลัพธ์การมองเห็นที่ดีที่สุดและสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ
“ต้อกระจกไม่ใช่โรคที่ต้องรอให้มองไม่เห็นแล้วจึงรักษา หากเริ่มมีอาการมองเห็นแสงฟุ้ง ตามัว หรือขับรถกลางคืนลำบาก ควรเข้ารับการตรวจโดยจักษุแพทย์ เพราะการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยให้ผลการรักษาดีและกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้เร็วขึ้น” พญ.เพชรลดา กล่าวทิ้งท้าย

