เมื่ออวันที่ 7 พ.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปิยะอนันต์ โตสกุลวงศ์, พล.ต.ต.ณัฐกร ประภายนต์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ไพรัช พุกเจริญ ผบก.ตม.4
ตามที่ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) เปิดปฏิบัติการ “สุครีพหักคอลฯ” กวาดล้างเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ หลังพบพฤติการณ์หลอกลวงประชาชนอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การจัดหาทุน บุคลากร และอุปกรณ์ ไปจนถึงการโทรศัพท์แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่าง ๆ

คดีนี้สืบเนื่องจากความร่วมมือกับตำรวจแขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว หลังเข้าตรวจค้นเครือข่ายสแกมเมอร์ในเมืองต้นผึ้ง และผลักดันบุคคลที่เกี่ยวข้องกลับมายังประเทศไทย เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง จากการตรวจสอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และพยานหลักฐาน พบกลุ่มแชตสั่งการผ่าน LINE และ WhatsApp สคริปต์บทสนทนาภาษาไทย รายชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ของเหยื่อ รวมถึงเอกสารปลอมที่แอบอ้างหน่วยงานราชการ เช่น ศาลและสำนักงานอัยการสูงสุดรูปแบบการหลอกลวงแบ่งหน้าที่ชัดเจน โดยกลุ่ม “สาย 1” โทรศัพท์แอบอ้างเป็นพนักงาน AIS แจ้งว่าหมายเลขโทรศัพท์ของเหยื่อเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ก่อนส่งต่อให้กลุ่ม “สาย 2” ซึ่งสวมรอยเป็นตำรวจ กล่าวหาว่าเหยื่อเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือการฟอกเงิน ข่มขู่ว่าบัญชีธนาคารจะถูกอายัด แล้วหลอกให้โอนเงินเข้าบัญชีที่เตรียมไว้ บางกรณียังวิดีโอคอลแต่งกายคล้ายตำรวจและใช้เอกสารราชการปลอมเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ จนท.ได้รวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหารวม 32 ราย ในข้อหาร่วมกันพยายามฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
ต่อมาสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 17 ราย พร้อมตรวจยึดของกลาง อาทิ เสื้อกากีคล้ายเครื่องแบบตำรวจ คอมพิวเตอร์ iPad โทรศัพท์มือถือ และเอกสารสคริปต์หลอกลวง ส่วนผู้ต้องหาที่เหลืออยู่ระหว่างการติดตามจับกุม ซึ่งทราบว่ากลุ่มผู้ต้องหาได้หลบหนีไปยังจังหวัดตามแนวชายแดน เพื่อเตรียมหลบหนี จึงได้ประสานหน่วยงานตามแนวชายแดนเพื่อสัดกั้นและติดตามจับกุมตัว
พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.สตม., สั่งการให้ทุกด่าน ตม.เข้มงวดและเฝ้าระวังเพื่อป้องกันกลุ่มผู้ต้องหาข้างต้นหลบหนีการติดตามจับกุม และน่าจะเตรียมหลบหนีออกทางช่องทางธรรมชาติไปกบดานที่ประเทศเพื่อนบ้าน พล.ต.ต.ไพรัช พุกเจริญ ผบก.ตม.4 ไม่รอช้าฯ สั่งการหน่วยงานในสังกัดเฝ้าระวังตามแนวชายแดน
ต่อมา พ.ต.ท.ธียาฌพัตท์ รังสิพราหมณกุล รอง ผกก.ตม.จว.หนองคาย และ พ.ต.ท.อภิชาติ คลธา สว.ตม.จว.หนองคาย ประสานข้อมูลกลุ่มผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีมาตรวจสอบเส้นทางการหลบหนี จุดชุด X-RAY พื้นที่เสี่ยง, ประชาสัมพันธ์ผู้ประกอบการ ที่พัก แจ้งข่าวหน่วยงานความมั่นคงตามชายแดนเพื่อเฝ้าระวัง โดยชุดสืบสวน ตม.จว.หนองคาย ใช้เวลาแกะรอยแค่ข้ามคืน จนพบเบาะแสยืนยันว่ามีกลุ่มผู้ต้องหาในเครือข่ายดังกล่าวเดินทางเข้ามากบดานในพื้นที่ ตรงกับที่สายข่าวรายงาน จึงได้นำกำลังเข้าตรวจสอบจนกระทั่งพบ ผู้ต้องหาตามหมายจับเครือข่ายดังกล่าว จำนวน 3 ราย ดังนี้
1.น.ส.สุพัต ส. อายุ 34 ปี ราษฎร ต.ตลาด อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา บุคคลตามหมายจับ ศาลอาญา ที่ 6445/2569 ลง 3 พ.ย.2569
2.น.ส.ปรีญา ท. อายุ 25 ปี ราษฎร ต.กระเบื้องนอก อ.เมืองยาง จ.นครราชสีมา บุคคลตามหมายจับ ศาลอาญา ที่ 6442/2569 ลง 3 พ.ย.2569
3.น.ส.จุฬา ว. อายุ 26 ปี ราษฎร ต.บ้านต้อง อ.เซกา จ.บึงกาฬ บุคคลตามหมายจับ ศาลอาญา ที่ 6440/2569 ลง 3 พ.ย.2569
ทั้ง 3 ราย ถูกออกหมายจับในข้อหา “ร่วมกันพยายามฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือลปอมไม่ว่าทั้งทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน และ มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” โดยมี พงส.กก.4 บก.ปคม.เป็นเจ้าของคดี
ตม.จว.หนองคาย บก.ตม.4 ได้ควบคุมตัวมาทำการจับกุมและสอบปากคำเพื่อนำข้อมูลมาประสาน บก.ปคม.เพื่อนำไปทำการสืบสวนขยายผลติดตามกลุ่มผู้ต้องหารายอื่นที่อยู่ระหว่างการหลบหนีและขยายผลผู้ให้ความช่วยเหลือในการหลบหนีต่อไป และ กก.4 บก.ปคม. เพื่อร่วมกันสอบปากคำ และจัดทำบันทึก นำตัวส่ง พงส.บก.ปคม. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

