“โสภณ”โพสต์ จดหมายเปิดผนึก โต้ข้อหาขัดขวางการตรวจสอบฝ่ายบริหาร ยันทำตาม กม.-ข้อบังคับ ไม่เลือกปฏิบัติ

โสภณ ซารัมย์ จม.เปิดผนึก

รัฐสภา, 6 พ.ย.69 – นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ทำจดหมายเปิดผนึก ถึงประชาชนและสื่อมวลชน ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีมีกระแสข่าววิพากษ์วิจารณ์ แนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญของสภาผู้แทนราษฎรเป็นการจำกัดอำนาจของคณะกรรมาธิการ ขัดขวางการตรวจสอบฝ่ายบริหาร และเป็นการใช้อำนาจในลักษณะเผด็จการ ว่าในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอชี้แจงข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้พี่น้องประชาชน และสื่อมวลชนเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องใน 5 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

1. ไม่ใช่การตั้งกฎหรือออกระเบียบใหม่ แต่เป็นแนวทางที่ กมธ.สามัญส่วนใหญ่ได้ดำเนินการอยู่แล้ว จึงไม่ใช่การขัดขวางการทำหน้าที่ของ กมธ.สามัญ และไม่ใช่การสั่งการของประธานสภา เพียงฝ่ายเดียว แนวทางการทำงานที่แจ้งเวียนไปนั้น ไม่ใช่กฎเกณฑ์ที่ตนกำหนดขึ้นใหม่ตามดุลพินิจส่วนตัว แต่เป็นแนวทางตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2562 ที่ กมธ.ส่วนใหญ่ปฏิบัติกันตามปกติอยู่แล้ว จุดเริ่มต้นเกิดจากมีกรรมาธิการยื่นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่และการใช้อำนาจของคณะกรรมาธิการ ตนจึงได้เชิญประธาน กมธ.ทั้ง 35 คณะ มาประชุมหารือร่วมกันเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ซึ่งที่ประชุมเห็นพ้องกันว่าต้องยึดรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับการประชุม พ.ศ. 2562 มิใช่การกำหนดแนวทางขึ้นใหม่ตามดุลพินิจของประธานสภาแต่อย่างใด จึงได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรสรุปแนวทางกลางเพื่อให้ทุกคณะปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน

2. อำนาจของ กมธ.คืออำนาจของ “คณะบุคคล” ไม่ใช่อำนาจส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง รัฐธรรมนูญ มาตรา 129 กำหนดให้อำนาจในการสอบหาข้อเท็จจริง การศึกษาเรื่องต่าง ๆ รวมถึงการเรียกบุคคลหรือเอกสาร เป็นอำนาจของ “คณะกรรมาธิการ” ในรูปแบบคณะบุคคล ไม่ใช่อำนาจเฉพาะตัวของประธาน กมธ. การดำเนินงานของคณะกรรมาธิการในอดีตที่ผ่านมา ประธาน กมธ. ส่วนใหญ่ต่างปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักการปรึกษาหารือ การให้เกียรติและเคารพความคิดเห็นของกรรมาธิการทุกฝ่าย ตลอดจนการดำเนินงานตามมติของที่ประชุม ทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของ กมธ. เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายด้วยดีมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันได้เกิดข้อขัดแย้งใน กมธ. บางคณะ แต่ข้อขัดแย้งดังกล่าวมิได้เกิดจากข้อบังคับ แต่อย่างใด หากแต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับการตีความขอบเขตหน้าที่ และอำนาจตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาได้โดยการพิจารณาและปรึกษาหารือร่วมกันของทุกฝ่าย

สำหรับกรณีข้อโต้แย้งใน กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน จำเป็นต้องแยก “อำนาจบริหารจัดการประชุม” ออกจาก “อำนาจเรียกบุคคลหรือเอกสาร” ให้ชัดเจน ประธาน กมธ. ยังคงมีอำนาจบริหารจัดการประชุมได้ตามเดิม แต่การจะใช้อำนาจเรียกบุคคลหรือเอกสารมาชี้แจง จะต้องผ่านมติของที่ประชุมคณะกรรมาธิการตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายเท่านั้น

3. การทำตามกฎหมายและข้อบังคับ ไม่ใช่การปกป้องฝ่ายบริหาร กมธ.ทุกคณะประกอบด้วยสมาชิกจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ซึ่งมีหน้าที่ร่วมกันในการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน ในฐานะประธานสภา ตนมีหน้าที่กำกับดูแลให้คณะกรรมาธิการทุกคณะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้กรอบกฎหมายเดียวกันโดยไม่เลือกปฏิบัติ การวางแนวทางให้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ จึงไม่ใช่การจำกัดอำนาจหรือปกป้องฝ่ายบริหาร แต่เป็นการทำให้การตรวจสอบฝ่ายบริหารมีความชอบด้วยกฎหมาย มีความชอบธรรม และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

4. การประสานงานเมื่อมีเรื่องซ้ำซ้อน มีไว้เพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพและลดภาระของหน่วยงานรัฐ การกำหนดแนวทางกรณีที่ กมธ.หลายคณะพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน เป็นการดำเนินการตามข้อบังคับการประชุม ข้อ 90 วรรคสี่ และระเบียบสภาผู้แทนราษฎรที่เกี่ยวข้องซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2562 ในทางปฏิบัติ หากกมธ.คณะเชิญหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่รัฐคนเดียวกันมาชี้แจงในเรื่องที่ซ้ำซ้อนกันโดยไม่ประสานงาน ย่อมสร้างภาระ และกระทบต่อการทำงานรับใช้ประชาชนตามปกติของหน่วยงานนั้น การประสานงานร่วมกันจึงไม่ได้ลดทอนอำนาจตรวจสอบ แต่ช่วยให้การแสวงหาข้อเท็จจริงมีประสิทธิภาพสูงสุดตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 129

5. การเคารพมติที่ประชุมและยึดถือกฎหมาย คือหัวใจของประชาธิปไตย ไม่ใช่เผด็จการ ประชาธิปไตยภายใต้หลักนิติรัฐไม่ใช่การที่บุคคลใดจะใช้อำนาจตามความต้องการของตนเองได้ตามอำเภอใจ แต่คือการใช้อำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมาย ประธานสภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ต่อสภาและประชาชนทุกฝ่าย ไม่ใช่ต่อพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง เพื่อรักษาความเป็นกลาง ความเป็นอิสระ และเกียรติภูมิของฝ่ายนิติบัญญัติ ให้สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหารได้อย่างเข้มแข็งและถูกต้องตามกฎหมาย  

“ที่ผมตัดสินใจชี้แจงผ่านจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ ก็ด้วยความมุ่งหวังให้พี่น้องประชาชนและวิญญูชนทุกท่านได้ร่วมกันพิจารณาข้อเท็จจริงด้วยเหตุและผล เพราะตลอดการทำงานที่ผ่านมา ผมพูดอยู่เสมอว่า หัวใจสำคัญของประชาธิปไตยคือ การปรึกษาหารือ และการเปิดใจรับฟังกันเพื่อให้ได้ข้อสรุปร่วมกันโดยไม่จำเป็นต้องลงมติ แต่หากเรื่องใดที่พูดคุยกันจนถึงที่สุดแล้วยังไม่อาจหาข้อสรุปร่วมกันได้ ก็จำเป็นต้องตัดสินตกลงใจด้วยการลงมติโดยอาศัยหลักเสียงข้างมากและเคารพเสียงข้างน้อย ซึ่งไม่ว่าประเทศใดที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย ต่างก็ใช้เสียงข้างมากในการบริหารประเทศหรือแม้แต่การทำงานในสภาด้วยกันทั้งสิ้น ผมจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการชี้แจงในครั้งนี้ จะสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม” ประธานสภาระบุ

นอกจากนี้ นายโสภณยังได้ โพสต์ถึงระเบียบสภาผู้แทนราษฎรว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการกระทำกิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใดที่มีความเกี่ยวข้องกันของคณะกรรมาธิการหลายคณะ พ.ศ.2562  ว่า  “ข้อบังคับก็คือกฎหมายออกเมื่อปี 2562 ขณะนี้ก็ยังไม่ได้แก้ไขจึงมีผลบังคับใช้อยู่”