เมื่อเวลา 07.50 น. วันที่ 22 กันยายน 2569 ที่บริเวณเกาะกลางถนนราชดำเนิน หน้าประตู 5 ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยประมาณ 100 คน นำโดยนายสมชาย ปัญญ์เอกวงศ์ ประธานฝ่ายกฎหมายและสิทธิมนุษยชน เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้รัฐบาลเปิดโอกาสให้คนพิการทั่วประเทศมีงานทำ มีรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัว พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของคนพิการ โดยมีมวลชนในพื้นที่รวมประมาณ 200 คน
กลุ่มฯ ระบุว่า นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 71 วรรคสาม ซึ่งบัญญัติว่า “รัฐพึงให้ความช่วยเหลือเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาสให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ และคุ้มครองป้องกันมิให้บุคคลดังกล่าวถูกใช้ความรุนแรง หรือปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม รวมตลอดทั้งให้การบำบัด ฟื้นฟูและเยียวยาผู้ถูกกระทำการดังกล่าว”
อย่างไรก็ตาม กลุ่มฯ เห็นว่า ที่ผ่านมารัฐยังไม่สามารถจ้างงานคนพิการตามที่กฎหมายกำหนด หรือจัดให้มีสัมปทานและความช่วยเหลืออื่นๆ เพื่อให้คนพิการทุกประเภทมีส่วนร่วมในการทำงาน มีรายได้ หรือประกอบอาชีพอิสระได้อย่างทั่วถึง โดยในปี 2569 ภาคเอกชนรับคนพิการเข้าทำงานตามมาตรา 33 จำนวน 39,962 คน ส่งเงินเข้ากองทุนตามมาตรา 34 จำนวน 11,331 คน และดำเนินการตามมาตรา 35 จำนวน 18,025 คน รวม 69,318 คน คิดเป็นร้อยละ 98.56
ส่วนภาครัฐมีหน้าที่รับคนพิการเข้าทำงานกว่า 18,000 คน แต่ปรากฏว่ารับเข้าทำงานแล้วเพียง 5,000 กว่าคน ขณะที่มีคนพิการจดทะเบียนทั่วประเทศกว่า 2.3 ล้านคน และยังมีคนพิการอีกหลายแสนคนที่ไม่มีงานทำ
กลุ่มฯ จึงเสนอข้อเรียกร้อง 4 ประการ ได้แก่
1.ให้คนพิการเข้าร่วมเป็นตัวแทนจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลหกหลัก หรือ Lottery 6 (L6) แบบดิจิทัล และให้นับเสมือนเป็นการจ้างงานคนพิการตามจำนวนรายที่กฎหมายกำหนด
2.ให้หน่วยงานของรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับคนพิการทุกประเภทเข้าทำงานตามลักษณะงานและความสามารถเฉพาะทาง
3.ให้สมาคมและมูลนิธิที่มีวัตถุประสงค์ให้ความช่วยเหลือคนพิการได้รับการพิจารณาจัดสรรสลากกินแบ่งรัฐบาลหกหลัก หรือ Lottery 6 (L6) แบบดิจิทัล องค์กรละ 500 เล่ม
4.ให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาการถือครองโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยกลุ่มฯ ระบุว่ามีกลุ่มนายทุน ขุนศึก และนักการเมืองบางคนเข้ามาแย่งงานและอาชีพของคนจนและคนพิการในการค้าสลาก รวมถึงมีการใช้คนพิการเป็นฉากหน้าเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้สลากกินแบ่งรัฐบาลจำหน่ายเกินราคา และทำให้ประชาชนต้องซื้อสลากในราคาสูงกว่ากำหนด คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,400 ล้านบาทต่องวด
ต่อมาเวลา 08.30 น. นางสาวสุวีรยา ทองพิทักษ์ ผู้อำนวยการส่วนประสานมวลชนและองค์กรประชาชน เดินทางมาพูดคุยกับกลุ่มฯ โดยแกนนำแจ้งว่าจะอ่านแถลงการณ์และยื่นหนังสือในเวลาต่อมา พร้อมขอให้ตัวแทนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มารับหนังสือ
เวลา 09.43 น. กลุ่มฯ อ่านแถลงการณ์ ก่อนยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีในเวลา 09.47 น. โดยมีนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วย นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ นพ.วัชรากร เลิศด้วยลาภ นายนพพร บุญแก้ว รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทนรับเรื่องไว้
ขณะที่เวลา 09.00 น. ที่บริเวณตึก ก.พ.ร. กลุ่มขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ P-MOVE นำโดยนายจำนงค์ หนูพันธ์ และนายธีรเนตร ไชยสุวรรณ เดินทางมาติดตามความคืบหน้าเชิงนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับแนวทางรองรับภารกิจของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ.
P-MOVE ระบุว่า เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านระยะเวลา รัฐบาลควรชี้แจงและสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องอย่างชัดเจนว่า หากมีการยกเลิกหรือยุบเลิก บจธ. จะมีมาตรการหรือกลไกใดในการรักษาและสานต่อกระบวนการรับฟังความคิดเห็น รวมถึงการหารือร่วมกับประชาชนต่อไป เพื่อไม่ให้การสิ้นสุดระยะเวลาตามกฎหมายในวันที่ 30 กันยายน กลายเป็นข้อจำกัดต่อการดำเนินงาน โดยที่ยังไม่มีแนวทางแก้ไขปัญหาและข้อสรุปที่ชัดเจน

