เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 นายณรงค์ กลั่นวาริณ ประธาน กกต. และนาย ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาฯ กกต.แถลงมติผลการพิจารณาคดีเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือคดีที่สังคมเรียกกันว่า “คดีฮั้ว สว.” โดยยืนยันว่าการพิจารณาเป็นไปตามอำนาจหน้าที่และขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ยึดข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และข้อกฎหมาย โดยปราศจากการชี้นำ กกต.ระบุว่า การเลือก สว. เริ่มจากการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภาเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2567 เปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 20-24 พฤษภาคม ก่อนเลือกในระดับอำเภอวันที่ 9 มิถุนายน ระดับจังหวัดวันที่ 16 มิถุนายน และระดับประเทศวันที่ 26 มิถุนายน 2567 และประกาศผลการเลือกวันที่ 10 กรกฎาคม 2567
หลังจากนั้น ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 ถึงมีนาคม 2568 กกต.ได้พิจารณาเรื่องคัดค้านการเลือก สว. 610 เรื่อง วินิจฉัยแล้ว 593 เรื่อง เหลือ 17 เรื่อง พร้อมมีมติดำเนินคดีอาญากับผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามรวม 1,767 ราย
ต่อมาเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ส่งเรื่องการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเลือก สว.มายัง กกต. ก่อนที่ กกต.มีมติเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568 ให้ดำเนินการไต่สวนกรณีมีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏ
จากนั้นมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 เพื่อดำเนินการ โดยมีระยะเวลา 90 วัน และขยายได้อีกไม่เกิน 30 วัน
กกต.ย้ำว่า คดีนี้มีผู้ถูกร้องทั้งสิ้น 427 คน ไม่ใช่ 229 คน ตามข้อมูลที่มีการเผยแพร่ก่อนหน้านี้ พร้อมมีข้อกล่าวหาทั้งหมด 7 ประเด็น
ต่อมาได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยที่คัดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 เพื่อพิจารณาสำนวนการไต่สวนและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง โดย กกต.ชี้แจงว่า คณะที่ 26 และคณะที่ 36 เป็นคนละขั้นตอนของกระบวนการ ไม่ใช่การตั้งคณะทำงานซ้ำซ้อนกัน
กระทั่งวันที่ 30 มีนาคม 2569 ประธาน กกต.มีคำสั่งนำบัญชีเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม เพื่อจัดเตรียมข้อมูลและตรวจสอบรายงานสำนวนการไต่สวน โดยสำนวนทั้งหมดมีเอกสารมากถึง 75,722 หน้า ระหว่างวันที่ 8 มิถุนายน-28 สิงหาคม 2569 กกต.เข้าสู่กระบวนการพิจารณาสำนวนรวม 11 ครั้ง ก่อนมีการพิจารณาลงมติในวันที่ 14 กันยายน 2569
เปิด 7 ข้อกล่าวหา
กกต.เปิดเผยว่าข้อกล่าวหามีทั้งหมด 7 ประเด็น ได้แก่
ข้อกล่าวหาที่ 1 ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง กรณีกรรมการบริหารพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง กระทำการช่วยเหลือผู้สมัครให้ได้รับเลือกเป็น สว. หรือทำให้ผู้สมัครไม่ได้รับเลือก
ข้อกล่าวหาที่ 2 ตามมาตรา 76 วรรคสอง กรณีผู้สมัครยินยอมให้บุคคลหรือกลุ่มการเมืองช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็น สว.
ข้อกล่าวหาที่ 3 ตามมาตรา 36 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 70 กรณีแนะนำตัวไม่เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่ กกต.กำหนด
ข้อกล่าวหาที่ 4 ตามมาตรา 77 วรรคหนึ่ง (1) กรณีจัดทำ เสนอ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเพื่อจูงใจ
ข้อกล่าวหาที่ 5 ตามมาตรา 77 วรรคหนึ่ง (3) กรณีเลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด
ข้อกล่าวหาที่ 6 ตามมาตรา 79 กรณีเรียกหรือรับทรัพย์สินหรือประโยชน์เพื่อแลกกับการลงสมัครหรือไม่ลงสมัคร เพื่อประโยชน์แก่ผู้สมัครรายใด
และ ข้อกล่าวหาที่ 7 ตามมาตรา 87 กรณีเรียก รับ หรือยอมรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อแลกกับการใช้สิทธิหรือไม่ใช้สิทธิ
ปม “โพยโหวต” กกต.ชี้ต้องดูความเชื่อมโยง
สำหรับประเด็นเอกสารหรือ “โพยโหวต” ที่ถูกนำเข้าไปในสถานที่เลือก กกต.ชี้แจงว่า เดิมระเบียบ กกต.กำหนดห้ามแจกจ่ายหรือนำเอกสารแนะนำตัวเข้าไปในสถานที่เลือก แต่ต่อมาศาลปกครองมีคำพิพากษาเพิกถอนข้อกำหนดดังกล่าว ส่งผลให้เมื่อไม่มีกฎหมายกำหนดห้ามหรือกำหนดเป็นความผิด ผู้สมัครจึงสามารถนำเอกสารเข้าไปได้
กกต.ระบุว่า โพยหรือเอกสารที่พบมีประมาณ 2 ลักษณะ คือ โพยที่ผู้สมัครจดรายชื่อไว้เพื่อป้องกันการลืม เนื่องจากการเลือกระดับประเทศต้องเลือกหลายราย กับโพยที่มีลักษณะ เชื่อมโยงหรือเกี่ยวพันกับบุคคลอื่น หากตรวจสอบแล้วพบเหตุแห่งความเชื่อมโยง คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนจะตรวจสอบเพิ่มเติม และหากพบพยานหลักฐานเพียงพอ ก็จะมีการแจ้งข้อกล่าวหาต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง
เปิดตัวเลขผู้ถูกร้องแต่ละข้อหา
ข้อกล่าวหาที่ 1 มีผู้ถูกร้องในกลุ่มกรรมการบริหารพรรค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 20 คน ขณะที่ กกต.ไม่มีมติส่งสำนวนดำเนินคดีในกลุ่มนี้ ส่วนบุคคลอื่นมีผู้ถูกร้อง 1 คน รวม 21 คน
ข้อกล่าวหาที่ 2 มีผู้ถูกร้องรวม 140 คน ประกอบด้วย สว.ที่ดำรงตำแหน่งขณะถูกร้อง 137 คน สว.สำรอง 1 คน และผู้มีสิทธิเลือก สว.ซึ่งไม่อยู่ในสองกลุ่มแรกอีก 2 คน
กกต.ระบุว่า ข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 มีความเกี่ยวโยงกัน โดยข้อแรกเป็นเรื่องบุคคลที่เข้าไปช่วยเหลือผู้สมัคร ส่วนข้อสองเป็นกรณีผู้ที่ได้รับเลือกหรือผู้สมัครถูกกล่าวหาว่ายินยอมให้มีการช่วยเหลือ
ส่วน ข้อกล่าวหาที่ 3 มี สว.ที่ดำรงตำแหน่งขณะถูกร้อง 137 ราย โดย กกต.มีมติส่งสำนวนดำเนินคดี 26 ราย สว.สำรอง 1 ราย ผู้มีสิทธิเลือก สว. 2 ราย โดยส่งสำนวน 1 ราย ขณะที่กรรมการบริหารพรรค ส.ส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมี 20 ราย และบุคคลอื่น 15 ราย โดยส่งสำนวน 9 ราย
สำหรับ ข้อกล่าวหาที่ 4-7 ในภาพรวม กกต.มีมติส่งสำนวนดำเนินคดีในกลุ่ม สว.ที่ดำรงตำแหน่งขณะถูกร้อง 26 ราย กลุ่มผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 ราย และกลุ่มบุคคลอื่น 15 ราย ส่วน สว.สำรอง และกลุ่มกรรมการบริหารพรรค ส.ส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่มีรายที่ส่งสำนวนตามข้อมูลที่แถลง
ด้านประธาน กกต.ยืนยันว่าการพิจารณาคดีอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และข้อกฎหมาย และพร้อมตอบข้อซักถามเพื่อให้สังคมได้รับข้อมูลที่ชัดเจน แทนการปล่อยให้เกิดข่าวที่คลาดเคลื่อน
พร้อม ชี้แจงกรณีสังคมตั้งคำถามว่า เหตุใดการสอบสวนคดีฮั้วเลือก สว. จึงไม่ไปถึงกลุ่มกรรมการบริหารพรรคหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แม้มีการเปิดเผยข้อมูลความเชื่อมโยงและเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้อง
กกต.ระบุว่า การพิจารณาข้อกล่าวหาดำเนินการเป็น รายบุคคลและรายกรณี โดยพิจารณาทั้งข้อกล่าวหา คำคัดค้าน คำชี้แจง และพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน ก่อนชั่งน้ำหนักว่าพยานหลักฐานเพียงพอที่จะรับฟังได้หรือไม่
พร้อมยกตัวอย่างกรณี จังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีการกล่าวหาเกี่ยวกับการจูงใจผู้มีสิทธิเลือก สว. โดยผู้ถูกร้องรายหนึ่งซึ่งเป็น สว.ปัจจุบัน ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์ให้สิ่งของหรือประโยชน์แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อจูงใจให้ลงคะแนนให้ตนเอง
กกต.ระบุว่า จากการสอบสวนพบความเชื่อมโยงและ เส้นทางการเงินไปยังบุคคลต่าง ๆ ประกอบกับพยานบุคคล ข้อมูลจากโทรศัพท์ และหลักฐานอื่น ๆ เมื่อพิจารณาร่วมกันแล้วเห็นว่าพยานหลักฐานรับฟังได้ว่ามีพฤติการณ์เข้าข่ายความผิดตามข้อกล่าวหาที่เกี่ยวกับการจูงใจหรือการจัดจ้างผู้ลงคะแนน
จึงมีมติส่งสำนวนเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและดำเนินคดีอาญา โดย กกต.ย้ำว่าแนวทางดังกล่าวเป็นบรรทัดฐานเดียวกับการพิจารณาผู้ถูกร้องในจังหวัดอื่น ๆ เช่น นครศรีธรรมราช สงขลา และสุราษฎร์ธานี คือพิจารณาจากพฤติการณ์และน้ำหนักพยานหลักฐานเป็นรายกรณี
ส่วนผู้ที่ กกต.มีมติไม่ส่งสำนวน ยืนยันว่าเมื่อมีการแจ้งข้อกล่าวหา ผู้ถูกร้องได้ชี้แจงและนำพยานหลักฐานเข้าสู่สำนวนแล้ว หากพิจารณาแล้ว ยังรับฟังไม่ได้ว่ามีการจูงใจด้วยเงิน ทรัพย์สิน หรือวิธีการอื่น ก็จะมีมติยกคำร้อง

