รถบางคันเสียเวลาซ่อมเครื่องยนต์ไม่นานก็กลับมาวิ่งได้ แต่รถที่เสียความเป็นธรรม ต่อให้เปลี่ยนคนขับอีกกี่คน ก็อาจพาผู้โดยสารหลงทางเหมือนเดิม

ภาพ “ทฤษฎีรถบัส” ที่นำมาเปรียบเปรยการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ ชวนให้คิดถึงเรื่องนี้อย่างช่วยไม่ได้ มีตั๋วขึ้นรถได้ มีตังค์ก็ซื้อตั๋วได้ มีทั้งสองอย่างเลือกที่นั่งได้ ส่วนคนไม่มีอะไรเลย รออยู่ข้างทางจนกว่าจะมีโชเฟอร์ใจดีผ่านมา.อ่านแล้วเหมือนเรื่องขำขัน แต่คำถามที่ซ่อนอยู่ข้างใต้กลับหัวเราะไม่ออก
แล้วคนมีฝีมือ ต้องไปยืนตรงไหน? ก่อนจะขยายความ ต้องคืนความหมายให้เจ้าของข้อเขียนเสียก่อน ในบทความ “โชเฟอร์ใจดีกับทฤษฎีรถบัส” พล.ต.ต.ไอยศูรย์ สิงหนาท ยกคำเปรียบเปรยนี้ขึ้นมา พร้อมระบุชัดว่าไม่เชื่อในทฤษฎีดังกล่าว และเล่าถึงการมุ่งทำงานต่อไปแม้ไม่ได้รับโอกาสอย่างที่หวัง จึงควรอ่านในฐานะข้อเขียนวิพากษ์ระบบและให้กำลังใจคนทำงาน อ่านบทความต้นทาง
ส่วนภาพที่นำมาขยายความนั้น วางความหมายไว้ตรงไปตรงมา“ตั๋ว” คือผู้ใหญ่ฝากหรือเส้นสาย “ตังค์” คือเงินหรือผลประโยชน์ ส่วน “โชเฟอร์ใจดี” คือผู้ใหญ่ที่มองเห็นและหยิบยื่นโอกาสให้
คำเปรียบเปรยนี้ไม่ใช่หลักฐานชี้ว่าบัญชีแต่งตั้งครั้งใดมีการซื้อขายตำแหน่ง แต่เป็นโจทย์ที่ผู้มีอำนาจควรตอบให้ได้ว่า ระบบเปิดทางให้ความสามารถเดินไปถึงความก้าวหน้าเพียงใด เพราะหากคนทำงานต้องถามว่า “ใครฝากมา” ก่อนถามว่า “ทำอะไรมา” แฟ้มผลงานก็เสี่ยงจะกลายเป็นเพียงเอกสารประกอบพิธี
ส่วนรายชื่อคนรู้จัก อาจกลายเป็นคุณสมบัติที่ไม่มีเขียนไว้ในประกาศ ลองนึกถึงตำรวจคนหนึ่ง เข้าเวร รับแจ้งเหตุ ทำสำนวน ออกติดตามผู้ต้องหา อยู่กับความเดือดร้อนของชาวบ้านตั้งแต่เช้าจนดึก หากวันหนึ่งเขาต้องเชื่อว่าทั้งหมดนี้มีน้ำหนักน้อยกว่าโทรศัพท์จากผู้ใหญ่เพียงสายเดียว จะเหลือแรงใจให้เขาทำงานอย่างไร
ความเสียหายจึงไม่ได้จบที่ใครคนหนึ่งพลาดตำแหน่ง
มันอาจลามไปถึงบทเรียนที่คนทั้งองค์กรได้รับว่า จะก้าวหน้าได้ต้องทุ่มเวลาไปกับอะไร ระหว่างทำงานให้ประชาชนเห็น กับทำตัวให้ผู้มีอำนาจจำได้ ระบบให้รางวัลกับสิ่งใด คนย่อมถูกผลักให้วิ่งไปหาสิ่งนั้น ถ้าผลงานพาไปถึงเก้าอี้ คนก็มีเหตุผลที่จะสร้างผลงาน หากความใกล้ชิดพาไปได้เร็วกว่า องค์กรก็ต้องเตรียมรับผลของการแข่งขันเข้าหาผู้ใหญ่ ยิ่งในสมมติฐานที่เงินสามารถแลกตำแหน่งได้ เรื่องยิ่งหนัก เพราะคนที่มองตำแหน่งเป็นการลงทุน ย่อมมีแรงจูงใจคิดถึงผลตอบแทน
แล้วใครจะรับรองได้ว่า ประชาชนจะไม่กลายเป็นผู้แบกรับต้นทุนนั้น? นี่คือเหตุผลที่ความเป็นธรรมในการแต่งตั้งตำรวจเป็นเรื่องของชาวบ้านด้วย ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งย่อมมีส่วนกำหนดทิศทางการทำงานของหน่วย ตั้งแต่การรับเรื่องร้องทุกข์ การเร่งรัดคดี ไปจนถึงการดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา
เก้าอี้หนึ่งตัวจึงมีความหมายไกลกว่าความสำเร็จของคนที่ได้นั่ง อีกคำหนึ่งที่น่าคิดที่สุดในทฤษฎีนี้ คือ “โชเฟอร์ใจดี”
ผู้ใหญ่ที่เห็นคุณค่าคนทำงาน ย่อมสมควรได้รับความเคารพ การกล้าสนับสนุนคนมีความสามารถและซื่อสัตย์ เป็นคุณสมบัติที่องค์กรต้องการ แต่ความหวังของข้าราชการทั้งชีวิต ควรแขวนอยู่กับการได้พบผู้ใหญ่เช่นนั้นโดยบังเอิญหรือ?
ถ้าวันนี้โชเฟอร์ใจดีเกษียณ วันหน้าคนขับเปลี่ยน คนที่ตั้งใจทำงานต้องกลับไปเริ่มยืนรอข้างทางใหม่หรืออย่างไร ความเป็นธรรมควรอยู่ในกติกา จนคนธรรมดาเข้าถึงได้โดยไม่ต้องรอความกรุณา
การแก้ปัญหาจึงต้องลงไปถึงวิธีตัดสินใจ เกณฑ์ควรชัดก่อนพิจารณา ผลงานต้องเปรียบเทียบกันได้ ผู้ใช้อำนาจต้องอธิบายเหตุผล และผู้เห็นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรมต้องมีช่องทางให้ตรวจสอบอย่างจริงจัง
คำว่า “เหมาะสม” ควรมีเหตุผลรองรับมากพอให้คนทำงานยอมรับได้ แม้ตัวเองจะไม่ได้รับเลือก ส่วนการรับรองจากผู้ใหญ่ ก็ควรตอบได้ว่ารับรองความสามารถเรื่องใด เคยเห็นผลงานอะไร และเกี่ยวข้องกับหน้าที่ที่จะมอบหมายอย่างไร
ยิ่งอธิบายได้ชัด ความไว้วางใจยิ่งมีที่ยืน ยิ่งปล่อยให้คลุมเครือ ข่าวลือก็ยิ่งมีพื้นที่เติบโต คนทำงานไม่ได้เรียกร้องให้ทุกคนได้ขึ้นรถพร้อมกัน เพราะตำแหน่งย่อมมีจำกัด และความเหมาะสมของแต่ละคนย่อมแตกต่าง
สิ่งที่เขาควรได้รับ คือความมั่นใจว่าแถวที่กำลังยืนอยู่นั้นมีความหมาย ความสามารถของเขาจะถูกพิจารณา และไม่มีใครข้ามหัวไปได้เพียงเพราะถือกระดาษที่มองไม่เห็น ถึงที่สุดแล้ว ผู้มีอำนาจแต่งตั้งควรถามตัวเองทุกครั้งว่า คนที่เลือกขึ้นมาจะทำให้ประชาชนได้รับบริการดีขึ้นอย่างไร
ตอบคำถามนี้ให้ได้ก่อน แล้วค่อยลงนาม เพราะรถคันนี้ประชาชนเป็นคนจ่าย ทั้งค่ารถ ค่าน้ำมัน และเงินเดือนคนขับ จะปล่อยให้ประชาชนยืนข้างทาง แล้วสงวนที่นั่งไว้ให้คนถือตั๋วผู้ใหญ่ได้อย่างไร!


