ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า หลังวันเลือกตั้งจนถึงวันที่รัฐบาลชุดใหม่เข้ามารับตำแหน่ง อาจกินเวลานานกว่า 2 เดือน โดยคาดว่ากกต. จะใช้เวลาราว 45 วันประกาศรับรองสส. และเปิดสภาในช่วงปลายเดือนพ.ค. 2562 อย่างไรก็ดี สถานการณ์การเมืองหลังเลือกตั้งยังมีความไม่แน่นอน นักลงทุนบางกลุ่มอาจรอความชัดเจนจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ก่อนเข้ามาลงทุน นักลงทุนกลุ่มที่รับความเสี่ยงได้น้อย อาจเทขายสินทรัพย์เสี่ยง กลุ่มที่คิดว่าภาพจะชัดเจน ก็เป็นโอกาสการลงทุนยาว

เศรษฐกิจน่าจะเร่งขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี โดยการลงทุนภาคเอกชนน่าจะเร่งขึ้นหลังจากที่เติบโตช้าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ต่างชาติอาจรอความชัดเจนทางการเมืองก่อนตัดสินใจลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มชาติยุโรปที่รอข้อสรุปการค้าเสรี หรือ FTA ก่อนเข้ามาลงทุนเพื่อให้ประโยชน์สูงสุด หรือแม้แต่นักลงทุนไทยที่รอเห็นภาพความต่อเนื่องของนโยบายที่รัฐบาลชุดต่อไปจะสานต่อสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ทำ เช่น EEC หรือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ซึ่งเราค่อนข้างมั่นใจว่าโครงการต่างๆ ไม่น่าจะมีการปรับเปลี่ยนมากนัก อย่างไรก็ดี นักลงทุนบางกลุ่มอาจกังวลเรื่องความไม่แน่นอนจึงยังไม่เดินหน้าลงทุน แต่ถ้าเชื่อมั่นว่ารัฐบาลชุดต่อไปจะมีเสถียรภาพและสานงานส่วนใหญ่ต่อไปได้ เอกชนน่าจะใช้จังหวะที่การแข่งขันยังไม่รุนแรง ต้นทุนทางการเงินยังต่ำ ในการเดินหน้าลงทุนในช่วงนี้

ด้านการใช้จ่ายภาครัฐเพื่อกระตุ้นการบริโภคตามนโยบายที่แต่ละพรรคการเมืองหาเสียงช่วยพยุงกำลังซื้อระดับฐานรากได้บ้าง โดยเฉพาะมีผลให้เงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น และน่าจะทำให้เศรษฐกิจเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง อย่างไรก็ดี เมื่อรัฐมีการใช้จ่ายมากขึ้น ก็มักจะมีความต้องการซื้อสินค้าและจ้างงานมากขึ้น ทำให้ราคาของใช้ต่างๆ สูงขึ้นได้บ้าง หรืออัตราเงินเฟ้อที่ขยับสูงขึ้น เมื่อเงินเฟ้อขยับขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจเร่งตัวได้ดี ก็มีโอกาสที่ทางคณะกรรมการนโยบายการเงินจะตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วและขึ้นสูงกว่าที่คาด ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่เศรษฐกิจดีขึ้นก็คงจะไม่มีปัญหาต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ เพียงแต่อาจต้องระวังที่ต้นทุนทางการเงินจะขยับสูงขึ้นบ้าง

“เศรษฐกิจไทยหลังเลือกตั้งจะได้รับปัจจัยบวกด้านการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะจากภาคต่างประเทศ และการกระตุ้นจากภาครัฐ แต่เศรษฐกิจไทยจะยังไม่เร่งตัวแรง เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยที่สะสมมานานยังไม่ได้รับการแก้ไขให้เสร็จสิ้น”

ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทย ได้แก่ กำลังซื้อระดับล่างยังอ่อนแอตามรายได้ภาคเกษตรที่หดตัวในหลายกลุ่ม เช่น ยางพารา ข้าว อ้อย และปาล์ม ขณะที่รายได้นอกภาคเกษตรยังตกต่ำตามชั่วโมงการทำงานที่โตช้า กลุ่ม SME ยังคงมีปัญหา กลุ่มที่ดีก็ยังคงเป็นกลุ่มเดิมๆ คือ ธุรกิจขนาดใหญ่ กลุ่มส่งออก กลุ่มท่องเที่ยว คนรายได้ระดับกลาง-บน นอกจากนี้ เรายังขาดการเอื้อให้เงินหมุนในระบบเศรษฐกิจได้เร็ว ปัญหาขาดแคลนแรงงาน คุณภาพการศึกษายังไม่พัฒนาเต็มที่ และอีกหลายปัญหาระยะยาวที่รอการแก้ไข หากแก้ตรงนี้ได้ เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ดีขึ้น

“ด้านนโยบายเศรษฐกิจของพรรคการเมือง แต่ละพรรคมีนโยบายเอื้อไปทางรัฐสวัสดิการมากขึ้น ข้อดีคือสามารถช่วยเหลือดูแลคนยากไร้ แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ภาระทางการคลัง เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะการเติบโตช้า สัดส่วนคนวัยแรงงานลดลง ประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จะมีปัญหาภาระทางการคลังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่เราอยากเห็นความชัดเจนคือ ที่มาของรายได้สำหรับรายจ่าย ซึ่งเราไม่แน่ใจว่าจะมีนักการเมืองหาเสียงเรื่องเพิ่มภาษีมาจ่ายเรื่องนโยบายเหล่านี้หรือไม่ เพราะหนี้ภาครัฐจะเพิ่มขึ้นตามการขาดดุลงบประมาณ ผลคือ เราอาจเห็นเศรษฐกิจเร่งขึ้นในระยะสั้น แต่มาพร้อมความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยที่ขยับขึ้น และท้ายสุดอาจต้องมีการเร่งหารายได้เข้าคลัง ส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอได้ในภายหลัง” ดร.อมรเทพ กล่าว

โดยสรุป สำนักวิจัยฯ คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี ‘62 ขยายตัวร้อยละ 3.7 ชะลอจากร้อยละ 4.1 ในปีก่อน โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวในอัตราที่ต่ำราวร้อยละ 3.3 ช่วงครึ่งแรกของปี ก่อนจะเร่งตัวในช่วงครึ่งปีหลังที่ร้อยละ 4.2 เรามองว่าการเมืองเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสสำหรับเศรษฐกิจไทย และยังเชื่อมั่นใน “เทฟลอนไทยแลนด์” เศรษฐกิจไทยกระจายตัว ไม่สะดุดจากความไม่แน่นอนทางการเมือง