วันที่ 14 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าคดีทุจริตการสอบคัดเลือกข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภายหลังสามารถตามจับกุมผู้ต้องหาหลักได้ครบทั้ง 3 ราย ประกอบด้วย นายอัศวิน หรือ “ดร.วิน” ที่ปรึกษาผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งถูกทางการ สปป.ลาว ควบคุมตัวก่อนส่งกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย, น.ส.ศตพร หรือ “จ๋า” น้องสาวของนายอัศวิน ที่ถูกจับกุมภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม และจ่าสิบตรี ดร.พิชิต หรือ “จ่าพิชิต” ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งถูกจับกุมตามหมายจับของกองบังคับการปราบปราม ทั้งหมดถูกควบคุมตัวไว้ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ตามที่เป็นข่าวไปแล้วนั้น
ทั้งนี้มีรายงานว่า ขณะนี้ตำรวจกองปราบฯ สามารถจับกุมผู้ต้องหาหลักได้ครบทั้ง 3 คนแล้ว โดยนายพิชิตนั้นได้เดินทางมายังกองบังคับการปราบปรามด้วยตนเอง เพื่อจะขอเข้ามอบตัวเพื่อให้ส่งผลทางรูปคดี ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะแสดงหมายจับและควบคุมตัวตามกฎหมาย
เบื้องต้น นายพิชิตให้เหตุผลว่า หลังจากเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นบ้านพักและคอนโดมิเนียมหลายแห่ง ซึ่งเป็นที่พักของภรรยาและบุตรของตน ประกอบกับกังวลว่าเส้นทางการเงินอาจถูกระงับ ทำให้เกิดความเครียดและรู้สึกไม่ปลอดภัย จึงตัดสินใจเดินทางเข้าพบมอบตัว โดยเจ้าหน้าที่ไม่ได้รับการประสานงานล่วงหน้าจากผู้ต้องหาแต่อย่างใด
สำหรับผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ถูกแจ้งข้อกล่าวหาในความผิดฐานเป็นอั้งยี่และซ่องโจร, ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ฐานทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น หรือทำให้เอกสารของผู้อื่นสูญหายหรือไร้ประโยชน์ และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่มีรายงานว่าตำรวจเตรียมนำตัว น.ส.ศตพร ไปขออำนาจศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางฝากขังก่อนเที่ยงวันนี้ ส่วนผู้ต้องหาอีก 2 ราย ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนและคาดว่าจะนำตัวไปฝากขังในวันถัดไป โดยในชั้นสอบสวน ผู้ต้องหาทั้งหมดใช้สิทธิ์มีทนายความเข้าร่วม พร้อมให้การปฏิเสธ หรือยังไม่ให้การในรายละเอียดใดๆทั้งสิ้น
ส่วนการขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมนั้น แหล่งข่าวระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีการออกหมายจับเพิ่ม โดยกองบังคับการปราบปรามอยู่ระหว่างประสานการทำงานร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ช. อย่างใกล้ชิด หากพบพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐรายอื่น จะรวบรวมสำนวนและส่งให้ ป.ป.ช. ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป.

