“สรรเพชญ” ติดตามการยกระดับท่าเรือสงขลา สู่ฮับโลจิสติกส์อ่าวไทยตอนล่าง สั่งกรมเจ้าท่าขอเพิ่มงบฯ ขุดลอกร่องน้ำ ปี 70 อีก 133 ล้านบาท ดึงส่งออกยางพาราผ่านท่าเรือสงขลาให้ได้ไม่น้อยกว่า 50%
วันนี้ (30 สิงหาคม 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยนายแวรุสลัน มะสาและ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานและติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาปรับปรุงท่าเรือสงขลา เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งทางน้ำ ขับเคลื่อนระบบโลจิสติกส์เชื่อมโยงพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง โดยมีนายเสกสม อัครพันธุ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม นายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า นายนรินทร์ศักย์ สัทธาประสิทธิ์ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า นายวัฒนชัย เรืองเลิศปัญญากุล ผู้อำนวยการท่าเรือสงขลา และหน่วยงานในสังกัดร่วมลงพื้นที่และให้ข้อมูล ณ ท่าเรือน้ำลึกสงขลา จังหวัดสงขลา
นายสรรเพชญ กล่าวว่า ท่าเรือสงขลาเป็นท่าเรือเศรษฐกิจที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เป็นช่องทางการส่งออกและนำเข้าสินค้าระหว่างประเทศ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลาและพื้นที่ภาคใต้ การลงพื้นที่วันนี้ได้ติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาปรับปรุงท่าเรือสงขลาซึ่งเป็นการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ และปริมาณตู้สินค้า รวมทั้งการแก้ไขปัญหาข้อจำกัดร่องน้ำตื้นเขิน โดยในงบประมาณปี พ.ศ. 2570 กระทรวงคมนาคม โดยกรมเจ้าท่า ได้รับการจัดสรรงบประมาณสำหรับการขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำท่าเรือสงขลา วงเงินงบประมาณ 120 ล้านบาท เพื่อขุดลอกตะกอนดินสะสมประจำปี ปริมาณ 1.3 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อให้เรือขนส่งสินค้า สามารถเข้า – ออกท่าเรือได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และรวดเร็วขึ้น
จากเดิมท่าเรือสงขลามีข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ยกขนตู้สินค้าและความลึกของร่องน้ำ ทำให้ที่ผ่านมายางพาราจำนวน 2 ล้านตัน คิดเป็น 70% ของผลผลิตต่อปีในภาคใต้ถูกส่งออกผ่านท่าเรือปีนัง มาเลเซีย โดยไม่ผ่านท่าเรือสงขลา เนื่องจากการส่งออกยางพาราผ่านท่าเรือสงขลาไปต่างประเทศต้องส่งผ่านท่าเรือสิงคโปร์ ทำให้ปัจจุบันการส่งออกยางพาราผ่านท่าเรือสงขลา คิดเป็น 5% ของการส่งออกยางพาราในพื้นที่ภาคใต้ ทั้งนี้ การพัฒนาและปรับปรุงท่าเรือสงขลาในครั้งนี้ ซึ่งมีการติดตั้งปั้นจั่นหน้าท่า (Ship to Shore Crane : STS) จำนวน 2 ตัว และการปรับปรุงในส่วนอื่น ๆ จะทำให้เรือสินค้าสามารถรับยางพาราจากท่าเรือสงขลาส่งออกโดยตรงไปสู่ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการ และทำให้ยางพาราที่ถูกส่งออกผ่านท่าเรือปีนังอย่างน้อย 50% กลับมาส่งออกผ่านท่าเรือสงขลาแทน ส่งผลให้ปริมาณสินค้าท่าเรือสงขลาเพิ่มขึ้นจาก 2 ล้านตัน/ปี เป็น 4 ล้านตัน/ปี และตู้สินค้าเพิ่มจาก 150,000 TEU/ปี เป็น 450,000 TEU/ปี ภายใน 5 – 6 ปี
ทั้งนี้ ภาคเอกชนได้เสนอให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาขอรับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในการขุดลอกร่องน้ำท่าเรือสงขลา จำนวน 133 ล้านบาท เพื่อขุดลอกตะกอนสะสมร่องน้ำเดิมซึ่งยังเคยมีการขุดลอกมาก่อน ปริมาณ 1.4 ล้านลูกบาศก์เมตร จากเดิมที่กรมเจ้าท่าได้รับงบประมาณ วงเงิน 120 ล้านบาท เพื่อให้มีงบประมาณรวมทั้งสิ้น 253 ล้านบาท เพื่อให้มีการขุดลอกร่องน้ำ ปริมาณตะกอนดินรวม 2.7 ล้านลูกบาศ์เมตร
สำหรับการขุดลอกร่องน้ำเพื่อให้รักษาความลึกใช้งานไม่น้อยกว่า -9 เมตร เมื่อวัดจากระดับน้ำลงต่ำที่สุดได้อย่างต่อเนื่องตลอดปี และเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2566 ซึ่งมีมติให้บำรุวระกษาร่องนเำให้มีความลึกไม่น้อยกว่า -9 เมตร ตลอดปี ซึ่งจะทำให้ท่าเรือสงขลาสามารถใช้งานได้เต็มศักยภาพ
นายสรรเพชญ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการพัฒนาและปรับปรุงท่าเรือสงขลา มีแผนเปิดใช้งานในเดือนตุลาคม 2569 ซึ่งจะทำให้ท่าเรือสงขลาสามารถเป็นประตูการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญของภาคใต้ สร้างความ เติบโตทางเศรษฐกิจในภาคใต้ มีการพัฒนาอุตสาหกรรม เพิ่มการจ้างงาน ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มการส่งออกยางพารา และสินค้าเกษตรแปรรูป รวมทั้งสินค้าอื่น ๆ ในส่วนข้อเสนอการขุดลอกร่องน้ำของภาคเอกชนนั้น ได้มอบให้กรมเจ้าท่าจัดทำคำขอรับการจัดสรรงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2570 เพิ่มเติม วงเงินประมาณ 133 ล้านบาท โดยดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อทุกภาคส่วน
นายสรรเพชญ ย้ำว่า กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งทางน้ำในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อยกระดับให้เป็นประตูการค้าอ่าวไทยตอนล่าง ซึ่งการพัฒนาและปรับปรุงท่าเรือสงขลาในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มปริมาณการรองรับตู้สินค้าและลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ รวมทั้งเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไทย และสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่อ่าวไทยตอนล่าง




