ต้องฝากคำถามดังๆ ไปถึง ผู้อำนวยการสถานี ผู้บริหารช่อง และบรรดาผู้จัดละครทั้งหลายทุกวันนี้…พวกท่านยังทำ “ละครให้คนดู”หรือกำลังทำ “สินค้าให้แฟนด้อม” กันแน่!? ถามแรง…แต่ต้องถาม!

เพราะเสียงบ่นจากคนดูวัย 45 ปี ไล่ไปจนถึง 70 กว่า ไม่ได้ดังอยู่แค่โต๊ะกาแฟ ร้านข้าว หรือวงสนทนาของคนสูงวัย แม้แต่คนวัยทำงานบางกลุ่มยังพูดตรงกันว่า “เปิดทีวีแล้ว ไม่รู้จะดูอะไร!” ไม่ใช่เพราะละครไทยหมดฝีมือไม่ใช่เพราะนักแสดงไทยไร้คุณภาพแต่เพราะคนดูจำนวนหนึ่งเริ่มรู้สึกว่า “ตัวเองถูกลืม”
วันนี้ซีรีส์วายมาแรง GL กำลังโตตลาดแฟนด้อมทำเงิน ขายบัตรแฟนมีตได้,ขายพรีเซนเตอร์ได้,ปั้นคู่จิ้นได้,ส่งออกต่างประเทศได้ทั้งหมดนี้คือธุรกิจ…เข้าใจได้! และต้องย้ำให้ชัดตรงนี้ว่า บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศมีศักดิ์ศรี มีสิทธิ และสมควรได้รับการเคารพเท่าเทียมกับทุกคน
ประเด็นของคอลัมน์นี้ ไม่ใช่การไล่ใครออกจากหน้าจอ
แต่กำลังถามคนถือรีโมตตัวจริงในสถานีว่า…พวกท่านกำลังเพิ่มความหลากหลาย หรือกำลังเปลี่ยนจาก “ละครกระแสหนึ่ง” ไปผูกขาดกับ “อีกกระแสหนึ่ง” กันแน่!?
เปิดผังดูบ้างหรือยัง?ละครครอบครัวดีๆ อยู่ไหน?ละครชีวิตคนทำงานอยู่ไหน?เรื่องของคนวัยเกษียณอยู่ไหน?ละครสะท้อนปัญหาพ่อแม่ลูก ชุมชน อาชีพ คนตัวเล็กตัวน้อย หรือประวัติศาสตร์ร่วมสมัย ถูกโยนไปไว้หลังตู้เอกสารห้องไหน!?
ประเทศไทยพูดกันทุกวันว่าเข้าสู่ “สังคมสูงวัย”แต่หน้าจอโทรทัศน์บางช่วงกลับทำเหมือนคนอายุเกิน 50 ปี ไม่มีนิ้วกดรีโมต! เจ็บไหมล่ะ!? ผู้บริหารช่องชอบพูดคำว่า “Data”ชอบพูด “Engagement” ชอบพูด “Trending”ชอบพูด “Global Market” ถามจริงเถอะ…เคยเดินออกจากห้องประชุม แล้วถามคนดูธรรมดาบ้างหรือยังว่าเขาอยากดูอะไร!?หรือทุกวันนี้ ใครติดแฮชแท็กเก่งกว่า คนนั้นได้ครองผัง?ใครปั่นเทรนด์ขึ้นเร็วกว่า คนนั้นกลายเป็น “เสียงประชาชน”?
ระวังให้ดี!เสียงดังในโซเชียล ไม่ได้แปลว่าเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศเสมอไป และคนที่เงียบ…ไม่ได้หมายความว่าเขาเห็นด้วย
บางคนแค่ขี้เกียจเถียง,บางคนกลัวถูกด่า บางคนกลัว “ทัวร์ลง”สุดท้ายทำสิ่งที่ง่ายที่สุด ปิดทีวี! แล้วคนทำโทรทัศน์ก็มานั่งประชุมถามกันหน้าดำคร่ำเครียดว่า“เรตติ้งหายไปไหน?”
อ้าว…ก็คนดูเดินออกจากบ้านไปแล้ว จะให้เรตติ้งนั่งรออยู่บนโซฟาหรือ!?อีกเรื่องที่ต้องถามให้ชัดคือ ธุรกิจคู่จิ้น ละครจบแล้ว…ทำไมบทไม่จบ?ทำไมบางคู่ต้องขายภาพต่อ? งานคู่ โฆษณาคู่ แฟนมีตคู่เดินทางคู่พูดจาหยอดกันต่อหน้ากล้อง จนบางครั้งคนดูแยกแทบไม่ออกว่า ตรงไหนคือบท ตรงไหนคือชีวิตจริง และตรงไหนคือแผนการตลาด นักแสดงเต็มใจแค่ไหน? มีพื้นที่ให้ปฏิเสธหรือไม่?หรือเด็กหนุ่มเด็กสาวคนหนึ่ง เมื่อดังจากบทใดแล้ว ต้องแบก “ตัวตนทางการตลาด” นั้นต่อไป เพราะมีเงิน สปอนเซอร์ และผลประโยชน์ก้อนโตแขวนอยู่ข้างหลัง? วงการบันเทิงควรกล้าตอบ!
ส่วนเรื่องเด็กและเยาวชน ก็อย่าเพิ่งกระโดดใส่กันด้วยอารมณ์ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเหมารวมว่า ดูละครประเภทหนึ่งแล้วเด็กจะมีรสนิยมทางเพศตามละคร พูดอย่างนั้นง่ายเกินไป! แต่ผู้ปกครองมีสิทธิถามว่า จัดเรตจริงหรือจัดเรตเล่นๆ?เนื้อหาเหมาะกับวัยหรือไม่? ฉากความสัมพันธ์ถูกนำเสนอเกินจำเป็นหรือเปล่า?และคำถามเหล่านี้ต้องใช้กับ ละครทุกประเภท
ชายหญิงก็ต้องตรวจ,ชายชายก็ต้องตรวจ,หญิงหญิงก็ต้องตรวจ,มาตรฐานเดียวกัน! อย่าเอาคำว่า “เปิดกว้าง” มาใช้เป็นใบอนุญาตให้ผู้ผลิตคอนเทนต์ทำอะไรก็ได้ และในทางกลับกัน อย่าเอาคำว่า “ศีลธรรม” ไปเป็นไม้กระบองตีหัวคนที่ใช้ชีวิตแตกต่างจากตัวเอง พูดกันแฟร์ๆ แบบนี้! แต่สิ่งที่ผู้บริหารช่องต้องยอมรับคือคนดูบางกลุ่มกำลังหายไป
ไม่ใช่เพราะพวกเขาเกลียดใคร แต่เพราะพวกเขารู้สึกว่า ไม่มีอะไรบนหน้าจอที่พูดกับชีวิตของเขาอีกแล้วททคนวัย 60 มีความรักไหม? มี! คนวัย 70 มีความฝันไหม?มี! ครอบครัวไทยมีปัญหาให้เล่าไหม? เพียบ! สังคมไทยมีเรื่องเข้มข้นกว่าการจับคู่ดาราไหม?เยอะจนเขียนบทกันไม่หมด!แล้วทำไมไม่ทำ!? หรือเพราะการสร้าง “กระแส” ง่ายกว่าการสร้าง “ละครดี”การปั้นคู่ขายง่ายกว่าการปั้นบทและยอดแฮชแท็กเอาไปโชว์ในห้องประชุมได้สวยกว่าเสียงถอนหายใจของคนดูสูงวัย!?ฝากถึงคนบนตึกสูงของทุกสถานี
อย่าหลงคิดว่าโลกทั้งใบอยู่ในหน้าจอ X, TikTok หรือกลุ่มแฟนด้อม ประเทศไทยยังมีคนอีกมหาศาลที่ไม่ปั่นเทรนด์ ไม่ซื้อแฮชแท็ก ไม่ทำป้าย LED วันเกิดให้ดารา แต่คนเหล่านี้เคยเป็น “คนดูตัวจริง” ที่นั่งหน้าจอให้พวกท่านมาหลายสิบปี วันนี้เขากำลังค่อยๆ เดินจากไปเงียบๆ ทีละคน ทีละบ้าน แล้ววันหนึ่ง…ถ้าผู้บริหารช่องตื่นขึ้นมา พบว่าหน้าจอเต็มไปด้วยคอนเทนต์ที่ “เป็นกระแส”แต่ไม่มีคนดูวงกว้างเหลืออยู่ อย่าโทษแพลตฟอร์ม อย่าโทษคนดูเปลี่ยนพฤติกรรม และอย่าเพิ่งโทษยุคสมัย!ลองหันกลับไปดูผังของตัวเองก่อนบางทีคำตอบอาจอยู่ตรงนั้น ความหลากหลายที่แท้จริง ไม่ใช่การเปลี่ยนจากเอาใจคนกลุ่มหนึ่ง…ไปเอาใจอีกกลุ่มหนึ่ง
แต่มันคือการทำหน้าจอให้มีพื้นที่สำหรับ “ทุกคน”จำไว้เถอะท่านผู้บริหาร…คนดูที่ด่า ยังแปลว่าเขาสนใจมแต่เมื่อใดที่เขาไม่ด่า ไม่บ่น ไม่ถาม แล้ววางรีโมต…เมื่อนั้นแหละ น่ากลัวที่สุด!เพราะเขาไม่ได้ต่อต้านพวกท่านแล้ว เขาแค่เลิกดู!!


