ฟรีทีวี “หลงตลาด” หรือเปล่า? ยัดแต่ของที่ขายได้…จนลืมคนดูทั้งประเทศ!

29
คอลัมน์ เสือซ่อนเล็บ โดย พยัคฆ์น้อย ๑๐๙

ต้องฝากคำถามดังๆ ไปถึง ผู้อำนวยการสถานี ผู้บริหารช่อง และบรรดาผู้จัดละครทั้งหลายทุกวันนี้…พวกท่านยังทำ “ละครให้คนดู”หรือกำลังทำ “สินค้าให้แฟนด้อม” กันแน่!? ถามแรง…แต่ต้องถาม!

เพราะเสียงบ่นจากคนดูวัย 45 ปี ไล่ไปจนถึง 70 กว่า ไม่ได้ดังอยู่แค่โต๊ะกาแฟ ร้านข้าว หรือวงสนทนาของคนสูงวัย แม้แต่คนวัยทำงานบางกลุ่มยังพูดตรงกันว่า “เปิดทีวีแล้ว ไม่รู้จะดูอะไร!” ไม่ใช่เพราะละครไทยหมดฝีมือไม่ใช่เพราะนักแสดงไทยไร้คุณภาพแต่เพราะคนดูจำนวนหนึ่งเริ่มรู้สึกว่า “ตัวเองถูกลืม”

วันนี้ซีรีส์วายมาแรง GL กำลังโตตลาดแฟนด้อมทำเงิน ขายบัตรแฟนมีตได้,ขายพรีเซนเตอร์ได้,ปั้นคู่จิ้นได้,ส่งออกต่างประเทศได้ทั้งหมดนี้คือธุรกิจ…เข้าใจได้! และต้องย้ำให้ชัดตรงนี้ว่า บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศมีศักดิ์ศรี มีสิทธิ และสมควรได้รับการเคารพเท่าเทียมกับทุกคน

ประเด็นของคอลัมน์นี้ ไม่ใช่การไล่ใครออกจากหน้าจอ
แต่กำลังถามคนถือรีโมตตัวจริงในสถานีว่า…พวกท่านกำลังเพิ่มความหลากหลาย หรือกำลังเปลี่ยนจาก “ละครกระแสหนึ่ง” ไปผูกขาดกับ “อีกกระแสหนึ่ง” กันแน่!?

เปิดผังดูบ้างหรือยัง?ละครครอบครัวดีๆ อยู่ไหน?ละครชีวิตคนทำงานอยู่ไหน?เรื่องของคนวัยเกษียณอยู่ไหน?ละครสะท้อนปัญหาพ่อแม่ลูก ชุมชน อาชีพ คนตัวเล็กตัวน้อย หรือประวัติศาสตร์ร่วมสมัย ถูกโยนไปไว้หลังตู้เอกสารห้องไหน!?

ประเทศไทยพูดกันทุกวันว่าเข้าสู่ “สังคมสูงวัย”แต่หน้าจอโทรทัศน์บางช่วงกลับทำเหมือนคนอายุเกิน 50 ปี ไม่มีนิ้วกดรีโมต! เจ็บไหมล่ะ!? ผู้บริหารช่องชอบพูดคำว่า “Data”ชอบพูด “Engagement” ชอบพูด “Trending”ชอบพูด “Global Market” ถามจริงเถอะ…เคยเดินออกจากห้องประชุม แล้วถามคนดูธรรมดาบ้างหรือยังว่าเขาอยากดูอะไร!?หรือทุกวันนี้ ใครติดแฮชแท็กเก่งกว่า คนนั้นได้ครองผัง?ใครปั่นเทรนด์ขึ้นเร็วกว่า คนนั้นกลายเป็น “เสียงประชาชน”?

ระวังให้ดี!เสียงดังในโซเชียล ไม่ได้แปลว่าเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศเสมอไป และคนที่เงียบ…ไม่ได้หมายความว่าเขาเห็นด้วย

บางคนแค่ขี้เกียจเถียง,บางคนกลัวถูกด่า บางคนกลัว “ทัวร์ลง”สุดท้ายทำสิ่งที่ง่ายที่สุด ปิดทีวี! แล้วคนทำโทรทัศน์ก็มานั่งประชุมถามกันหน้าดำคร่ำเครียดว่า“เรตติ้งหายไปไหน?”

อ้าว…ก็คนดูเดินออกจากบ้านไปแล้ว จะให้เรตติ้งนั่งรออยู่บนโซฟาหรือ!?อีกเรื่องที่ต้องถามให้ชัดคือ ธุรกิจคู่จิ้น ละครจบแล้ว…ทำไมบทไม่จบ?ทำไมบางคู่ต้องขายภาพต่อ? งานคู่ โฆษณาคู่ แฟนมีตคู่เดินทางคู่พูดจาหยอดกันต่อหน้ากล้อง จนบางครั้งคนดูแยกแทบไม่ออกว่า ตรงไหนคือบท ตรงไหนคือชีวิตจริง และตรงไหนคือแผนการตลาด นักแสดงเต็มใจแค่ไหน? มีพื้นที่ให้ปฏิเสธหรือไม่?หรือเด็กหนุ่มเด็กสาวคนหนึ่ง เมื่อดังจากบทใดแล้ว ต้องแบก “ตัวตนทางการตลาด” นั้นต่อไป เพราะมีเงิน สปอนเซอร์ และผลประโยชน์ก้อนโตแขวนอยู่ข้างหลัง? วงการบันเทิงควรกล้าตอบ!

ส่วนเรื่องเด็กและเยาวชน ก็อย่าเพิ่งกระโดดใส่กันด้วยอารมณ์ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเหมารวมว่า ดูละครประเภทหนึ่งแล้วเด็กจะมีรสนิยมทางเพศตามละคร พูดอย่างนั้นง่ายเกินไป! แต่ผู้ปกครองมีสิทธิถามว่า จัดเรตจริงหรือจัดเรตเล่นๆ?เนื้อหาเหมาะกับวัยหรือไม่? ฉากความสัมพันธ์ถูกนำเสนอเกินจำเป็นหรือเปล่า?และคำถามเหล่านี้ต้องใช้กับ ละครทุกประเภท

ชายหญิงก็ต้องตรวจ,ชายชายก็ต้องตรวจ,หญิงหญิงก็ต้องตรวจ,มาตรฐานเดียวกัน! อย่าเอาคำว่า “เปิดกว้าง” มาใช้เป็นใบอนุญาตให้ผู้ผลิตคอนเทนต์ทำอะไรก็ได้ และในทางกลับกัน อย่าเอาคำว่า “ศีลธรรม” ไปเป็นไม้กระบองตีหัวคนที่ใช้ชีวิตแตกต่างจากตัวเอง พูดกันแฟร์ๆ แบบนี้! แต่สิ่งที่ผู้บริหารช่องต้องยอมรับคือคนดูบางกลุ่มกำลังหายไป

ไม่ใช่เพราะพวกเขาเกลียดใคร แต่เพราะพวกเขารู้สึกว่า ไม่มีอะไรบนหน้าจอที่พูดกับชีวิตของเขาอีกแล้วททคนวัย 60 มีความรักไหม? มี! คนวัย 70 มีความฝันไหม?มี! ครอบครัวไทยมีปัญหาให้เล่าไหม? เพียบ! สังคมไทยมีเรื่องเข้มข้นกว่าการจับคู่ดาราไหม?เยอะจนเขียนบทกันไม่หมด!แล้วทำไมไม่ทำ!? หรือเพราะการสร้าง “กระแส” ง่ายกว่าการสร้าง “ละครดี”การปั้นคู่ขายง่ายกว่าการปั้นบทและยอดแฮชแท็กเอาไปโชว์ในห้องประชุมได้สวยกว่าเสียงถอนหายใจของคนดูสูงวัย!?ฝากถึงคนบนตึกสูงของทุกสถานี

อย่าหลงคิดว่าโลกทั้งใบอยู่ในหน้าจอ X, TikTok หรือกลุ่มแฟนด้อม ประเทศไทยยังมีคนอีกมหาศาลที่ไม่ปั่นเทรนด์ ไม่ซื้อแฮชแท็ก ไม่ทำป้าย LED วันเกิดให้ดารา แต่คนเหล่านี้เคยเป็น “คนดูตัวจริง” ที่นั่งหน้าจอให้พวกท่านมาหลายสิบปี วันนี้เขากำลังค่อยๆ เดินจากไปเงียบๆ ทีละคน ทีละบ้าน แล้ววันหนึ่ง…ถ้าผู้บริหารช่องตื่นขึ้นมา พบว่าหน้าจอเต็มไปด้วยคอนเทนต์ที่ “เป็นกระแส”แต่ไม่มีคนดูวงกว้างเหลืออยู่ อย่าโทษแพลตฟอร์ม อย่าโทษคนดูเปลี่ยนพฤติกรรม และอย่าเพิ่งโทษยุคสมัย!ลองหันกลับไปดูผังของตัวเองก่อนบางทีคำตอบอาจอยู่ตรงนั้น ความหลากหลายที่แท้จริง ไม่ใช่การเปลี่ยนจากเอาใจคนกลุ่มหนึ่ง…ไปเอาใจอีกกลุ่มหนึ่ง

แต่มันคือการทำหน้าจอให้มีพื้นที่สำหรับ “ทุกคน”จำไว้เถอะท่านผู้บริหาร…คนดูที่ด่า ยังแปลว่าเขาสนใจมแต่เมื่อใดที่เขาไม่ด่า ไม่บ่น ไม่ถาม แล้ววางรีโมต…เมื่อนั้นแหละ น่ากลัวที่สุด!เพราะเขาไม่ได้ต่อต้านพวกท่านแล้ว เขาแค่เลิกดู!!