ชุมชนยั่งยืน…จะยั่งยืนได้อย่างไร หากรัฐทำงานแค่ในเวลาราชการ?

5

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา “โครงการชุมชนยั่งยืน” ถูกยกให้เป็นความหวังในการแก้ปัญหายาเสพติดระดับชุมชน หลายพื้นที่มีเจ้าหน้าที่ทุ่มเท หลายฝ่ายทำงานหนัก แต่เมื่อมองลึกลงไปในรายละเอียด กลับพบ “จุดอ่อนเชิงเทคนิค” ที่แทบไม่มีใครพูดถึง นั่นคือ…ระบบทั้งหมดกลับถูกออกแบบให้เดินอยู่บน “เวลาราชการ”

คำถามคือ…ยาเสพติดหยุดทำงานหลังสี่โมงเย็นหรือ? ผู้เสพส่วนใหญ่ไม่ใช่ข้าราชการ ไม่ใช่พนักงานออฟฟิศที่สามารถลางานได้ตามสะดวก หากแต่เป็นแรงงานรับจ้าง คนหาเช้ากินค่ำ พ่อค้าแม่ค้า คนขับรถ และผู้ใช้แรงงานที่ต้องแลกเวลาทุกชั่วโมงกับรายได้ของครอบครัว

เมื่อกิจกรรมบำบัดถูกกำหนดไว้เฉพาะวันและเวลาราชการ ทางเลือกของผู้เข้าร่วมจึงเหลือเพียงสองทาง…หยุดงานเพื่อมาบำบัด หรือออกไปทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัว

หลายคนจึงเลือกอย่างหลัง ไม่ใช่เพราะไม่อยากเลิกยา แต่เพราะ “ความเป็นอยู่” บังคับให้เลือก เมื่อเข้าร่วมไม่ได้เต็มที่ การบำบัดก็เหลือเพียงการมาให้ครบตามนัด ทำเท่าที่ทำได้ ขาดความต่อเนื่อง ขาดความเข้มข้น และท้ายที่สุด ผลลัพธ์ก็อาจไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

นี่ไม่ใช่ความผิดของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ หลายคนทำงานอย่างเต็มกำลัง แต่เป็นคำถามต่อ “ระบบ” ว่าได้ออกแบบการทำงานสอดคล้องกับชีวิตจริงของกลุ่มเป้าหมายมากน้อยเพียงใด จากประสบการณ์พูดคุยกับผู้เคยติดยาเสพติดหลายราย บางคนยอมรับตรงกันว่า “เสพบ้าง เลิกบ้าง” วนเวียนเช่นนี้มานานเกือบยี่สิบปี คนกลุ่มนี้ไม่ใช่ผู้ป่วยที่รักษาเพียงครั้งเดียวแล้วหาย

แต่เป็นผู้ที่ต้องอาศัยการติดตามอย่างต่อเนื่อง การดูแลเชิงลึก การปรับพฤติกรรม และการสนับสนุนจากครอบครัว ชุมชน สาธารณสุข ตำรวจ และฝ่ายปกครองที่ทำงานประสานกันอย่างจริงจัง การหวังให้ผู้เสพที่ติดยามายาวนานเลิกได้ ด้วยการเข้าห้องประชุมเดือนละไม่กี่ครั้ง หรือกิจกรรมที่จำกัดอยู่เพียงเวลาราชการ ย่อมเป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างยิ่ง

หากต้องการให้ “ชุมชนยั่งยืน” ยั่งยืนจริง การทำงานอาจต้องเปลี่ยนจาก “รัฐสะดวกเมื่อไร ประชาชนค่อยมารับบริการ” ไปสู่ “รัฐปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตของประชาชน” บางครั้ง การเปิดกิจกรรมช่วงเย็น หลังเลิกงาน วันเสาร์-อาทิตย์ หรือการลงพื้นที่เชิงรุก อาจสร้างผลลัพธ์ได้มากกว่าการรอให้ผู้เข้าร่วมเดินเข้ามาตามเวลาราชการ

การแก้ปัญหายาเสพติดไม่มีสูตรสำเร็จ และไม่มีทางลัด แต่สิ่งหนึ่งที่ควรทบทวน คือการออกแบบระบบให้สอดคล้องกับชีวิตจริงของผู้คน เพราะหากยังใช้กรอบเวลาเดิม ๆ วัดความสำเร็จของนโยบายเดิม ๆ ความ “ยั่งยืน” ก็อาจเป็นเพียงคำสวยหรูบนกระดาษ มากกว่าจะเป็นความจริงที่เกิดขึ้นในชุมชน