ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดส่งออกไก่สดแช่เย็นแช่แข็งไทย ปี 69 หดตัวครั้งแรกในรอบ 20 ปี หลังจีนชะลอสั่งซื้อ-เจอคู่แข่งราคาต่ำกว่า แนะหาตลาดใหม่-แปรรูปเพิ่มมูลค่า

2

กรุงเทพฯ, วันที่ 8 ก.ค. – ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานสถานการณ์ส่งออกชิ้นส่วนแลเนื้อไก่ของไทยว่า จากกรณีที่สำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) สั่งระงับสิทธิ์การนำเข้าชิ้นส่วนและเนื้อไก่จากโรงงานไทย หลังตรวจพบยอดส่งออกเกินกำลังการผลิตจริง ส่งผลให้จีนชะลอการนำเข้าไก่สดแช่เย็นแช่แข็งจากโรงงานไทย 17 แห่งจากทั้งหมด 22 แห่ง เป็นการชั่วคราว ตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 ปัจจุบันจีนเป็นตลาดส่งออกไก่สดแช่เย็นแช่แข็งอันดับ 3 ของไทย มีส่วนแบ่งตลาด 16% ของการส่งออกไก่สดแช่เย็นแช่แข็งไทยไปตลาดโลก สินค้าส่งออกหลักเกือบทั้งหมดคือ ไก่ชิ้นเนื้อและเครื่องในแช่แข็ง (สัดส่วน 99.9%) ส่วนที่เหลือคือ ไก่สดแช่เย็น (สัดส่วนเพียง 0.1%)

จีนเคยเป็นตลาดส่งออกไก่สดแช่เย็นแช่แข็งอันดับ 1 ของไทย มีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดถึง 37% (ปี 2566) เรื่องนี้จึงเป็นปัจจัยลบต่อภาพรวมการส่งออกไก่สดแช่เย็นแช่แข็งของไทย จากเดิมที่เผชิญความท้าทายจากคำสั่งซื้อที่ชะลอตัวและการแข่งขันราคารุนแรง โดยผลที่เกิดขึ้นนอกจากจะทำให้การส่งออกไก่สดแช่เย็นแช่แข็งของไทยไปยังจีนปีนี้มีแนวโน้มหดตัวลึก ยังทำให้ผู้ส่งออกต้องหาตลาดอื่นมาทดแทน อาทิ เกาหลีใต้ ฮ่องกง เนเธอร์แลนด์ แอฟริกาใต้ แต่คงชดเชยได้เพียงบางส่วน เพราะส่วนแบ่งตลาดยังน้อย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยถึงความคืบหน้าของภาครัฐต่อการแก้ไขปัญหาว่า ล่าสุดทางการไทยและจีนได้เห็นชอบร่างพิธีสารการส่งออกเนื้อสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์ฉบับใหม่ร่วมกันและรอลงนาม ขณะที่โรงงานไทยเร่งแก้ไขให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ใหม่ หากสำเร็จ ยอดการส่งออกของไทยอาจทยอยกลับมา โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ปี 2569 มูลค่าการส่งออกไก่สดแช่เย็นแช่แข็งของไทยอาจอยู่ที่ 1,255 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัว 13.0% YoY  (5 เดือนปี 2569 หดตัว 20% YoY) โดยกลุ่มตลาดหลักอย่าง ญี่ปุ่น จีน คาดว่าจะยังหดตัว ส่วนตลาดที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ ได้แก่ มาเลเซีย เกาหลีใต้ ฮ่องกง

สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดและเร่งปรับตัว คือ 1.ความคืบหน้าร่างพิธีสารส่งออกเนื้อสัตว์ปีกฉบับใหม่ของจีน หากมีการลงนามและโรงงานไทยแก้ไขให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ใหม่ ยอดการส่งออกอาจทยอยกลับมา แต่การทำตลาดในจีนยังเผชิญความท้าทายด้านการแข่งขันด้านราคา เพราะไทยยังเสียเปรียบคู่แข่งอย่าง บราซิล รัสเซีย ที่ราคาต่ำกว่าไทยราว 30%

2.ยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับดิจิทัล (Digital Traceability) ทั้งการนำระบบ Blockchain มาใช้ รวมถึงการควบคุมมาตรฐานการผลิตอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการส่งออกไปยังตลาดคู่ค้าที่มีกฎระเบียบด้านความปลอดภัยทางอาหารออกมาใหม่และเข้มงวดขึ้น อาทิ สหภาพยุโรป จีน ญี่ปุ่น

3.กระจายความเสี่ยงตลาด เพื่อลดการแข่งขันด้านราคาและความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มงวดขึ้นในทุกตลาด เช่น เจาะตลาดที่ยังมีความต้องการสูงและผลิตในประเทศไม่เพียงพอมากขึ้น เช่น มาเลเซีย เนเธอร์แลนด์ แอฟริกาใต้ รวมถึงขยับไลน์ไปสู่สินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น อาทิ ไก่แปรรูป ไก่ปรุงสุก