กรุงเทพฯ, 24 ส.ค.69 – ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ถึงโครงสร้างการค้าระหว่างประเทศของไทยโดยระยุว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจนในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะบทบาทของจีนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากสัดส่วนเพียง 8.9% ของมูลค่าการค้ารวมของไทยในปี 2548 มาอยู่ที่ 21.5% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ขณะที่ ASEAN ยังคงเป็นคู่ค้าสำคัญ แม้มีสัดส่วนลดลงมาที่ 17.6% ทั้งนี้ เมื่อรวมสัดส่วนมูลค่าการค้ากับจีนและ ASEAN รวมกัน ก็จะมีสัดส่วนสูงถึง 39.1% ของการค้ารวมของไทย เพิ่มขึ้นจาก 29.0% ในปี 2548 สะท้อนว่าการค้าของไทยมีความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ดี โครงสร้างสกุลเงินที่ใช้ชำระค่าสินค้าไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนักในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โดยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ยังคงมีสัดส่วนสูงถึง 79% ของการค้ากับต่างประเทศ ขณะที่การใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) อยู่ที่ประมาณ 17% เท่านั้น และหากพิจารณาเฉพาะการค้าภายในภูมิภาค ภาพก็ยังคล้ายกัน เช่น การค้าไทย-ASEAN ใช้ USD ประมาณ 77% เทียบกับ Local Currency ได้แก่ บาท (THB), สิงค์โปร์ดอลลาร์ (SGD) และ มาเลเซียริงกิต (MYR) รวมกันที่ 21% ส่วนการค้าไทย–จีนมีการใช้ทั้ง THB และหยวน (CNY) รวมกันประมาณ 18% เท่านั้น สะท้อนว่า แม้โครงสร้างการค้าของไทยจะเชื่อมโยงกับภูมิภาคมากขึ้น แต่สกุลเงินที่ใช้ในการชำระค่าสินค้ายังคงพึ่งพา USD เป็นหลัก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การพึ่งพา USD ในการรับ-จ่ายค่าสินค้ากับประเทศคู่ค้าเป็นสัดส่วนสูงมีข้อดี เนื่องจาก USD เป็นสกุลเงินที่ได้รับการยอมรับกว้างขวางและมีสภาพคล่องสูง แต่ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจอาจต้องเผชิญความเสี่ยงจากความผันผวนของเงินดอลลาร์ฯ โดยล่าสุด 24 ส.ค. 2569 เงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 2 เดือนที่ 32.58 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่หากมองในมุมของความผันผวน พบว่า USD/THB มีความผันผวนประมาณ 8.0% สูงกว่า CNY/THB ที่ 7.0% และ SGD/THB ที่ 5.1%
ทำให้ในมุมนี้ การใช้ Local Currency จึงอาจเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะธุรกิจที่มีรายรับและรายจ่ายในสกุลเดียวกัน ซึ่งสามารถนำเงินที่ได้รับมาใช้ชำระภาระในสกุลนั้นต่อได้ ช่วยลดความจำเป็นในการแลกเปลี่ยนเงินระหว่างสกุล นอกจากนี้ บริการทางการเงินที่รองรับ Local Currency ก็มีมากขึ้น โดยล่าสุดหลายธนาคารในจีนเพิ่มเงินบาทเข้าสู่ระบบ เพื่อรองรับการชำระเงินระหว่าง THB-CNY โดยตรง ทำให้ภาคธุรกิจมีทางเลือกในการทำธุรกรรมเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม การมีบริการรองรับมากขึ้นไม่ได้หมายความว่าภาคธุรกิจจะหันมาใช้ Local Currency โดยอัตโนมัติ เพราะการตัดสินใจเลือกใช้สกุลเงินยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งความผันผวนของค่าเงิน สภาพคล่อง ต้นทุนและค่าธรรมเนียมการแลกเปลี่ยนเงิน ความพร้อมของคู่ค้า รวมถึงความสอดคล้องกับโครงสร้างรายรับ-รายจ่ายของแต่ละธุรกิจ ดังนั้น การส่งเสริม Local Currency จึงควรมองว่าเป็น การเพิ่มทางเลือกในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน มากกว่าการลดบทบาทของเงินดอลลาร์ฯ หรือ De-dollarization ขณะที่ความเชื่อมโยงทางการค้าของไทยกับจีนและ ASEAN ที่เพิ่มขึ้น สะท้อนว่ายังมีพื้นที่ให้ Local Currency เข้ามามีบทบาทมากขึ้น หากสามารถตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจและสร้างประโยชน์ให้กับภาคธุรกิจได้จริง




