อมตะดึง “รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส” นั่งที่ปรึกษากลยุทธ์ รับกระแสคลื่นลงทุนเคลื่อนย้ายฐานผลิตเข้าอาเซียน

7
ดีไซน์ที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ - 3

“อมตะ” เดินหน้าเสริมทัพผู้บริหารระดับสูง รับแผนขยายธุรกิจระดับภูมิภาคและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ด้วยการแต่งตั้ง “รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส” อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เข้าดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ มุ่งเป้าขับเคลื่อนศ้กยภาพ สนับสนุนแผนขยายธุรกิจระดับภูมิภาค ด้านพื้นที่ผลิตรองรับการเติบโตในอาเซียน  

กรุงเทพฯ, วันที่ 29 มิ.ย. – บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA ประกาศแต่งตั้งนายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG เข้าดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านยุทธศาสตร์ขององค์กร สนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายของคณะกรรมการบริษัท และรองรับแผนการขยายธุรกิจของอมตะในระดับภูมิภาค ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความผันผวนและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อทิศทางการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ

ฝ่ายสื่อสารองค์กรอมตะ ระบุว่า สำหรับนายรุ่งโรจน์ ถือเป็นผู้บริหารที่มากประสบการณ์ในภาคอุตสาหกรรมไทยและระดับภูมิภาค ผ่านการดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG ในช่วงปี 2559-2566 และมีบทบาทสำคัญในการขยายธุรกิจระดับภูมิภาค การบริหารองค์กรท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ตลอดจนการผลักดันการดำเนินงานด้าน ESG และการลดคาร์บอนอย่างต่อเนื่อง โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาเหมืองแร่ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโทบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (MBA) จาก Harvard Business School ประเทศสหรัฐอเมริกา และปริญญาโทสาขาวิศวกรรมอุตสาหการจาก University of Texas at Arlington พร้อมประสบการณ์ด้านการบริหารอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ การควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) การบริหารในภาวะวิกฤต และการวางกลยุทธ์ระดับโลก

ปัจจุบันนายรุ่งโรจน์ยังดำรงตำแหน่งสำคัญในองค์กรหลายแห่ง ทั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์ซึ่งอมตะเชื่อมั่นว่าความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในระดับนโยบายและภาคธุรกิจของนายรุ่งโรจน์ จะมีส่วนสำคัญในการเสริมมุมมองเชิงยุทธศาสตร์และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันขององค์กรในระยะยาว

ด้วยยุทธศาสตร์การขยายการลงทุน ภายใต้กระแส “China Plus One” ที่ทำให้ผู้ประกอบการทั่วโลกเร่งกระจายฐานการผลิตออกจากประเทศจีน และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ยังมีแนวโน้มการเติบโต พร้อมมีเป้าหมายเข้าลงทุนในภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับแผนบริษัท ที่มีมูลค่า 10,000 ล้านบาท ในการพัฒนาพื้นที่ และสาธารณูปโภค สิ่งอำนวยความสะดวก ครอบคลุม ประเทศไทย เวียดนาม และพื้นที่ยุทธศาสตร์ใหม่ทางตอนเหนือของ สปป.ลาว เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงการลงทุนในระบบซัพพลายเชน  ความพร้อมรองรับการย้ายฐานการผลิตและการลงทุนที่กำลังเกิดขึ้น ทั้งจากผู้ประกอบการทั่วโลก ที่ต้องหาพื้นที่การผลิตเป้าหมายใหม่ เพื่อลดผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์   และการหาพื้นที่การลงทุนที่มีศักยภาพด้านต้นทุน และแรงงานฝีมือ

ขณะเดียวกัน อมตะกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญของการขยายธุรกิจและการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การแต่งตั้งบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์เชิงยุทธศาสตร์เข้ามาสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการบริษัทและฝ่ายบริหาร จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาธุรกิจ การบริหารความเสี่ยง และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในและต่างประเทศได้มากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมคุณภาพ ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมการลงทุน และการขยายธุรกิจใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ โดยยึดหลักสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน ภายใต้วิสัยทัศน์การพัฒนา “เมืองอุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ การเสริมบทบาทที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ในครั้งนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขัน และการขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกและการตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจในปัจจุบัน