เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ที่ศาลแพ่งพระโขนง ศาลนัดไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีหมายเลขดำ พ.101/2569 ระหว่าง นางจีรานุช ภิรมย์ภักดี หรือคุณแม่ของทราย โจทก์ และ นายสิรณัฐ สก๊อต หรือ “ทราย สก๊อต” หรือ “ทราย สมุทร” จำเลย ในคดีเพิกถอนการให้ หลังจากก่อนหน้านี้ศาลได้นัดไกล่เกลี่ยครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ที่ผ่านมา แต่ยังไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ จึงนัดคู่กรณีเข้าร่วมการไกล่เกลี่ยอีกครั้งในวันนี้
ภายหลังเสร็จสิ้นกระบวนการไกล่เกลี่ย นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ทราย ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน โดยเปิดเผยว่าการเจรจาในวันนี้ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ และยังไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
นายปานเทพ ระบุว่า ศาลได้เปิดโอกาสให้ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยกลับไปพูดคุยเจรจากันเองนอกศาล เพื่อหาทางออกร่วมกัน โดยยังไม่มีการกำหนดวันนัดอย่างเป็นทางการ และหากสามารถตกลงกันได้ก็จะนำผลการเจรจามาแถลงต่อศาลในวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นวันนัดพิจารณาคดีครั้งแรก แต่หากยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ กระบวนการพิจารณาคดีก็จะเดินหน้าต่อไปตามขั้นตอนของกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดของการไกล่เกลี่ยได้ เนื่องจากเป็นไปตามคำสั่งของศาล โดยยอมรับว่ามีบางประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกัน แต่ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน จึงทำให้การเจรจาไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ในครั้งนี้
ในการไกล่เกลี่ยครั้งนี้ ทรายและคุณแม่ไม่ได้พบหน้ากันภายในห้องไกล่เกลี่ย เนื่องจากศาลได้แยกการเจรจาออกเป็นคนละรอบ
ด้าน ทราย กล่าวถึงการที่แม่เดินทางมาร่วมกระบวนการไกล่เกลี่ยในวันนี้ว่า ไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ พร้อมตอบคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกในปัจจุบันว่า “ทรายมีแม่แค่แม่บุญธรรมเท่านั้น ส่วนเขาก็เป็นแม่ในเชิงดีเอ็นเอ”นอกจากนี้ ทรายยังเปิดเผยถึงการพูดคุยกับ นายภูริต ภิรมย์ภักดี หรือ “เต้” เมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งมี นายกรรชัย กำเนิดพลอย หรือ “หนุ่ม กรรชัย” ร่วมวงสนทนาด้วย โดยระหว่างการพูดคุยมีการเสนอแนวคิดว่าควรมีการประชุมภายในตระกูล และควรคำนึงถึงอนาคตของทุกฝ่ายเป็นสำคัญ
ทราย ระบุว่า หลังจากการพูดคุยดังกล่าว ตนได้รับข้อความจากผู้บริหารระดับสูงของบริษัท สิงห์ ซึ่งมีเนื้อหาให้พูดคุยกับเต้อย่างเปิดเผยและขอให้งดการโพสต์ข้อความลงบนโซเชียลมีเดีย อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอ
“ถ้าหากแก้ไขกันตั้งแต่แรก เรื่องคงไม่มาถึงจุดนี้ ชีวิตทรายเสียหายไปมากจากเรื่องนี้ ผมมีความทุกข์กับเรื่องนี้จริง ๆ” ทราย กล่าว พร้อมยอมรับว่าหลังจากได้รับข้อความดังกล่าวก็ยังไม่มีการนัดหมายหรือแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรม จึงรู้สึกผิดหวังเพราะยังไม่เห็นความชัดเจนที่สามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาได้ ย้ำว่าพร้อมเปิดใจพูดคุยกับทุกฝ่ายเสมอ แต่ต้องมีทีมงานและทีมกฎหมายร่วมอยู่ด้วย เนื่องจากมองว่าเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจและความรู้สึกของตนมาเป็นเวลานาน
“ผมไม่ใช่ผู้ใหญ่ที่แต่งงานเข้าไปในตระกูล แต่เป็นเด็กที่เติบโตมาในครอบครัวนี้ บาดแผลมันลึกมาก เรื่องนี้เกี่ยวกับความปลอดภัยของผม” การได้พูดคุยกับนายภูริตถือเป็นสัญญาณที่ดีและอาจเป็นทางออกหนึ่งของปัญหา แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับสมาชิกในครอบครัวว่าจะเปิดใจรับฟังข้อเท็จจริงหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมา หลายคนอาจได้รับข้อมูลเพียงด้านเดียวจากฝั่งมารดา เพราะตนไม่ค่อยได้เข้าร่วมกิจกรรมหรือพบปะญาติพี่น้องในครอบครัว
ทราย ยังเปิดเผยว่า ในอดีตเคยพยายามขอความช่วยเหลือจากบุคคลในครอบครัวหลายคน รวมถึงนายวราวุธ ภิรมย์ภักดี หรือ “ต๊อด” แต่เชื่อว่าหลายคนอาจยังไม่ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมดเกี่ยวกับชีวิตของตนพร้อมย้ำว่าต้องการให้เรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนแก่สังคม โดยเฉพาะผู้ที่เติบโตมาในครอบครัวใหญ่หรือผู้ที่เคยเผชิญปัญหาในลักษณะเดียวกัน เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมและกล้าที่จะส่งเสียงถึงปัญหาที่เผชิญอยู่
“ผมอยากกลับไปทำงานอนุรักษ์ เพราะนั่นคือสิ่งที่รัก และอยากให้เรื่องนี้จบโดยเร็วที่สุด เพราะมันเป็นเรื่องน้ำเน่า และไม่อยากให้ใครต้องเผชิญแบบนี้อีก”
ภายหลังให้สัมภาษณ์เสร็จสิ้น ทรายได้เดินออกมาพบกับกลุ่มแฟนคลับที่เดินทางมารอให้กำลังใจตั้งแต่ช่วงเช้า โดยมีการมอบดอกไม้ ของขวัญ และของที่ระลึก พร้อมร่วมถ่ายภาพและพูดคุยให้กำลังใจกันอย่างอบอุ่น ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยกำลังใจจากผู้สนับสนุนจำนวนมากที่ยังคงติดตามและเคียงข้างเจ้าตัวอย่างต่อเนื่อง

