หน้าแรกการเมืองนายกฯ ชี้เงินกู้ตาม พ.ร.ก. 4 แสนล้าน รัฐบาลกู้ในประเทศเป็นสกุลเงินบาททั้งหมด อัตราดอกเบี้ย 1.2% ต่อปี ต่ำกว่าข้อเสนอเดิมที่ไม่เกิน 3%

นายกฯ ชี้เงินกู้ตาม พ.ร.ก. 4 แสนล้าน รัฐบาลกู้ในประเทศเป็นสกุลเงินบาททั้งหมด อัตราดอกเบี้ย 1.2% ต่อปี ต่ำกว่าข้อเสนอเดิมที่ไม่เกิน 3%

นายกฯ ชี้เงินกู้ตาม พ.ร.ก. 4 แสนล้าน รัฐบาลกู้ในประเทศเป็นสกุลเงินบาททั้งหมด อัตราดอกเบี้ย 1.2% ต่อปี ต่ำกว่าข้อเสนอเดิมที่ไม่เกิน 3% ยันไม่มีการออกนโยบายที่จะเป็นภาระกับประชาชนเพิ่ม ชูความสำเร็จ “ไทยช่วยไทย พลัส” ดันยอดขายพุ่ง 5 – 10 เท่า ช่วงมีโครงการ และเพิ่มขึ้น 2 เท่าอย่างยั่งยืน

วันนี้ (15 มิ.ย.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในกิจกรรมประชาสัมพันธ์โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ของผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform)โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในการกู้เงินตาม พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ วงเงิน 4 แสนล้านบาท ของรัฐบาล ได้รับความร่วมมือจากกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคารพาณิชย์ ในการจัดหาแหล่งเงินทุนสำหรับโครงการ แม้จะเป็นการกู้เงิน แต่เป็นการกู้เงินในรูปแบบเงินบาททั้งหมด จึงไม่มีความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน

นอกจากนั้น ประเด็นสำคัญคือความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน จากเดิมก่อนที่จะมีการออก พ.ร.ก. เงินกู้ กระทรวงการคลังได้รายงานว่าอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ไม่เกิน 3% ต่อปี แต่ด้วยสภาพคล่องและเงินฝากจำนวนมากในระบบ รัฐบาลสามารถบริหารจนได้เงินกู้ที่อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยเพียง 1.2% ต่อปีเท่านั้น และรัฐบาลมีหน้าที่ในการชำระคืนเงินกู้และดอกเบี้ยส่วนนี้ โดยไม่จำเป็นต้องมีการออกมาตรการเพิ่มเติมที่จะเป็นภาระของประชาชน

“ยืนยันว่าอัตราดอกเบี้ยและเงินต้นที่กู้มานี้ ไม่ใช่ภาระของพี่น้องประชาชน โดยรัฐบาลจะเป็นผู้รับผิดชอบในการชำระคืนทั้งหมด พวกผมในฐานะรัฐบาลมีหน้าที่ต้องไปชำระดอกเบี้ยและผ่อนจ่ายเงินกู้ด้วยตัวรัฐบาลเอง ไม่มีการออกมาตรการใดๆ ที่จะเพิ่มต้นทุนการดำรงชีวิตของประชาชน” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ยุทธศาสตร์สำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากและยกระดับเทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการไทย รัฐบาลได้ร่วมมือกับหน่วยงานในสังกัดและผู้ประกอบการภาคเอกชน โดยเฉพาะกลุ่มเครือข่ายเดลิเวอรี ได้แก่ Line Man, Grab Food, Robinhood และ Shopee เพื่ออำนวยความสะดวกในการจับจ่ายและกระจายสินค้าสู่ประชาชน

โครงการนี้ใช้โมเดลการร่วมจ่ายแบบวิน-วิน โดยรัฐบาลสนับสนุน 60% และประชาชนจ่ายเพียง 40% ซึ่งช่วยให้ประชาชนซื้อสินค้าได้ถูกลงและผู้ขายขายได้มากขึ้น โดยผลจากการดำเนินโครงการพบว่า ผู้ประกอบการมียอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 5 เท่า และในกลุ่มสินค้าที่มีมาตรฐานโดดเด่นสามารถทำยอดขายพุ่งสูงถึง 9-10 เท่า รัฐบาลคาดการณ์ว่าเมื่อจบโครงการ ผู้ประกอบการจะมีการปรับฐานรายได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2 เท่า อย่างยั่งยืน จากการเข้าถึงช่องทางขายใหม่ ๆ และการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการเพิ่มขนาดกิจการ

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img