สภ.เมืองนนท์ ปล่อยสำนวนเป็นเรือเกลือ? คุณแม่ผู้เสียหายรอความยุติธรรมจนเหี่ยวแห้ง ใครต้องรับผิดชอบ!

คดีนี้เหตุเกิด เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 14.00 น. เกิดเหตุรถจักรยานยนต์ชนคนเดินเท้าบริเวณปากซอยติวานนท์ 7 ตำบลตลาดขวัญ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี เป็นเหตุให้ นางสาวสมสุข อำนวยชัยเลิศ อายุ 54 ปี ได้รับบาดเจ็บอาการแขนหัก อาการสาหัส จนต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล
พนักงานสอบสวน สภ.เมืองนนทบุรี ได้รับแจ้งเหตุและออกตรวจสถานที่เกิดเหตุ โดยพบว่ารถคู่กรณีคือรถจักรยานยนต์ทะเบียน 1 กจ 6549 ปทุมธานี มี นางสาวเมธาวี รุ่งเรืองสิริกุล เป็นผู้ขับขี่
จากนั้นวันที่ 19 มกราคม 2569 ผู้ขับขี่ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน และให้การยอมรับต่อหน้าพนักงานสอบสวนว่า “เหตุเกิดจากความประมาทของตนเอง” พร้อมลงลายมือชื่อรับรองคำให้การไว้เป็นหลักฐานในสำนวนอย่างชัดเจน
เรื่องราวควรจะเดินหน้าไปตามกระบวนการกฎหมายแต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้ามเพราะหลังจากวันนั้น…คดีกลับเงียบเงียบจนผู้เสียหายเริ่มตั้งคำถาม เงียบจนคนในสังคมเริ่มสงสัยและเงียบจนกลายเป็นคำถามว่า
นี่คือการสอบสวน…หรือการดองเค็มสำนวน? ข้อเท็จจริงมีแล้วคู่กรณีมีแล้ว ผู้บาดเจ็บมีแล้วผู้ก่อเหตุรับสารภาพแล้วเอกสารครบแล้วแล้วเหตุใดสำนวนจึงยังไม่ถูกเร่งรัดส่งต่อไปตามกระบวนการ? นี่ไม่ใช่คดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไม่ใช่คดีฟอกเงินข้ามชาติไม่ใช่คดีฆาตกรรมซับซ้อนหลายจังหวัด
แต่เป็นคดีจราจรธรรมดาที่มีผู้บาดเจ็บ มีคู่กรณีชัดเจน แต่ต้องตำหนิ พงส. ผตห. กลับให้การในการแจ้งความว่า เป็นการประมาทร่วม มันใช่เหรอ .? แม่ลูก เดินอยู่ข้างถนนอยู่ดี ๆ ผตห.ขับรถชนแขนหักไล่กล้องดูได้ ว่าปรามาทจริงหรือไม่ ตรวจแฮลกอฮอล์และสารเสพติดหรือไม่ แถม พรบ.หมดอายุพนักงานสอบสวนได้ไปดูสถานที่เกิดเหตุหรือไม่ .? จากมันคือคำถามที่หน้าขา ยิ่งเมื่อผู้เสียหายเป็นเพียงประชาชนธรรมดา เป็นคุณแม่คนหนึ่งที่ต้องการเพียงความเป็นธรรมตามกฎหมาย
ยิ่งทำให้เกิดคำถามดังขึ้นทุกวันว่าประชาชนต้องรออีกนานแค่ไหน? ทุกครั้งที่มีการพูดถึงปัญหาคดีล่าช้า มักมีคำอธิบายเดิม ๆ “พนักงานสอบสวนไม่พอ” “ภาระงานมาก” “สำนวนล้นมือ” แต่คดีลักษณะนี้กลับทำให้หลายคนมองต่างออกไปเพราะหากข้อเท็จจริงครบถ้วนขนาดนี้การปล่อยให้คดียืดเยื้ออาจไม่ใช่ปัญหาขาดคน แต่อาจเป็นปัญหาเรื่องความใส่ใจในการทำงาน
หรือพูดให้ชัดกว่านั้นอาจเป็นปัญหาเรื่อง “จิตวิญญาณของพนักงานสอบสวน”ประชาชนจำนวนมากไม่ได้คาดหวังให้ตำรวจทำงานเก่งเหมือนในภาพยนตร์แต่คาดหวังเพียงว่าเมื่อมีคดีเกิดขึ้นเจ้าหน้าที่จะทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถและไม่ปล่อยให้ความยุติธรรมถูกหมักดองจนขึ้นรา ขอฝากถึง ผกก.สภ.เมืองนนทบุรี และ ผบก.ภ.จว.นนทบุรี ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะลงมาตรวจสอบคดีนี้อย่างจริงจังเพื่อตรวจสอบว่าเหตุใดสำนวนจึงล่าช้า
ติดขัดตรงจุดใดมีการเร่งรัดหรือไม่และมีใครต้องรับผิดชอบต่อความล่าช้าที่เกิดขึ้นหรือเปล่าเพราะทุกวันที่คดีไม่เดินหน้า ผู้เสียหายคือผู้ที่ต้องแบกรับความรู้สึกว่าตนเองกำลังถูกทอดทิ้งจากกระบวนการยุติธรรมถึงเวลาหรือยังที่ ตร.ต้องเชือดไก่ให้ลิงดู
ซึ่งระดับ ตร. พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร. ซึ่งกำกับดูแลงานกฎหมายและคดี ได้เคยกำชับไปหลายครั้งให้ผ้นำหน่วยตรวจสอบปัญหาสำนวนล่าช้าทั่วประเทศอย่างจริงจังเชื่อว่าคงพบคดีลักษณะเดียวกันอีกไม่น้อยและความจริงที่น่าเจ็บปวดอาจปรากฏออกมาว่าปัญหาในหลายพื้นที่ไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนพนักงานสอบสวน แต่เกิดจากการขาดความรับผิดชอบของคนบางคนจนทำให้ประชาชนหมดศรัทธา ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ผู้บังคับบัญชาควรใช้มาตรการทางวินัยกับผู้ที่ละเลยหน้าที่เพื่อส่งสัญญาณให้ทั้งองค์กรเห็นว่า “เงินเดือนรับเต็ม ก็ต้องทำงานเต็ม” และเพื่อปกป้องพนักงานสอบสวนอีกจำนวนมากทั่วประเทศที่ทุ่มเททำงานอย่างหนักจนแทบไม่มีเวลาพักคนทำงานดีต้องได้รับการยกย่อง
ส่วนคนที่ปล่อยสำนวนเน่าอยู่บนโต๊ะ ก็ควรถูกตรวจสอบเช่นกัน เพราะในโลกของกระบวนการยุติธรรม“ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความอยุติธรรม”และในสายตาประชาชนวันนี้ คดีชนคนเจ็บที่ผู้ก่อเหตุรับสารภาพแล้ว แต่สำนวนยังไม่ไปไหนกำลังกลายเป็นสัญลักษณ์ของโรคเรื้อรังที่กัดกินงานสอบสวนไทยโรคที่ไม่ได้ชื่อว่า “งานล้น” แต่ชื่อว่า “ไม่ใส่ใจ”
และหากปล่อยไว้เช่นนี้ต่อไปเรือเกลือที่ชื่อว่า “สำนวนค้าง” ก็จะยังลอยอืดอยู่กลางทะเแห่งความยุติธรรมไทยไม่รู้จบฟ้ามีตา…ประชาชนก็มีตาและกำลังเฝ้ามองอยู่ทุกวัน
___ยังเติร์ด___

